Pages

Showing posts with label มันง่าย. Show all posts
Showing posts with label มันง่าย. Show all posts

Friday, September 25, 2020

"เก้า เกริกพล" เปิดใจเคลียร์ ยื่นฟ้อง "เจนนี่" แต่ถูกชาวเน็ตด่าแรงว่า หน้าเงิน - Sanook

karitosas.blogspot.com

ถึงกับต้องออกมาเคลียร์และชี้แจงให้ฟังกันชัดๆ กันอีกครั้งเลยทีเดียว สำหรับนักร้องหนุ่ม เก้า เกริกพล ถึงปมดราม่าเพลงดัง เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว หลังตัดสินใจยื่นฟ้อง น.ส.รัชนก สุวรรณเกตุ หรือ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น และ บริษัท ได้หมดถ้าสดชื่น จำกัด ใน 2 ฐานความผิดคือ ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าแสวงหาผลกำไรนักร้องนักแสดง และละเมิดดนตรีกรรม กรณีมีการบันทึกเสียงของเก้าและนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้ความยินยอม

ล่าสุด เก้า เกริกพล มาพร้อมกับ ทนายเจมส์ ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนให้ฟัง โดยเผยว่ามีคนเข้าใจการสื่อสารคลาดเคลื่อนว่าตนจะฟ้องเรียกเงิน 3 ล้านบาท จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ซึ่งที่หนักสุดคงจะหนีไม่พ้นคำครหาว่า หน้าเงิน ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ยังยืนยันคำเดิมว่าที่ฟ้องทั้งหมดไม่ได้ฟ้องทางแพ่งเพื่อเรียกเงินเลย เพราะจุดประสงค์จริงๆ ที่ต้องการคือการลบเพลงและมิวสิกวิดีโอออกไปเท่านั้น

ถามถึงเรื่องที่ออกมาโพสต์ข้อความล่าสุด ?
เก้า : “ที่ผมโพสต์ ผมได้ชี้แจงไปแล้วครับ แล้วโพสต์นั้นก็เป็นโพสต์สุดท้ายที่ผมจะโพสต์ถึงเรื่องนี้ ต่อจากนี้ผมก็จะทำงานของผมไปครับ”

ยืนยันว่าไม่ได้ขอ 3 ล้านใช่ไหม ?
เก้า : “ไม่ได้ขอครับ ถ้าย้อนไปดูในไลฟ์สดตอนนั้น ที่พี่เจมส์พูดอ่ะครับ”

ทนายเจมส์ : “เอ่อ... 3 ล้านมันมาจากตรงนี้นะครับ มาจากน้องสื่อมวลชนตั้งคำถามมาว่าผมมาฟ้องคดีอะไร ผมบอกว่าผมฟ้องคดีลิขสิทธิ์นักแสดง แล้วเขาถามว่าในส่วนของแพ่งได้ฟ้องด้วยไหม ผมก็บอกว่า แพ่ง ผมยังไม่ได้ฟ้อง แล้วเขาถามต่อว่าถ้าฟ้องจะฟ้องเท่าไหร่ ผมก็เลยบอกถ้าฟ้องก็คงจะประมาณ 3 ล้าน โดยเอาฐานรายได้ของน้องเก้าเป็นหลัก เพราะ ณ วันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าฐานรายได้ของน้องเจนนี่มันอยู่ที่เท่าไหร่ มันเป็นการประมาณการ ซึ่งสมมติถ้ามันน้อยกว่า 3 ล้าน ก็ 30 เปอร์เซ็นต์ของยอดนั้น แค่นั้นเอง”

เป็นเพียงการประมาณการ ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะเอา 3 ล้านใช่ไหม ?
ทนายเจมส์ : “ถูก แต่ทีนี้มันก็กลายเป็นประเด็นข่าวขึ้นมาว่ามีการไปตั้งหัวข้อข่าว น้องเก้าเรียก 3 ล้านเพื่อจบคดี ซึ่งมันไม่ใช่นะครับ”

อีกฝ่ายได้ติดต่อหรือมีคนกลางมาเคลียร์ไหม ว่าจะทำอย่างไรให้เรื่องราวทุกอย่างจบ ?
ทนายเจมส์ : “ผมเรียนแบบนี้ครับ คือคนกลางเขาโทรหาผม ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นคืนวันอังคาร เสนอตัวเลข 3 แสนมานะครับ และตอนเช้าก็เสนอตัวเลขมาที่ 5 แสน โดยบอกว่าน้องเจนนี่ยินดีจ่ายที่เท่านี้ ผมก็เลยบอกว่าตัวเลขตรงนี้มันยังห่างจากที่ทางฝั่งน้องเก้าเขามองเอาไว้ เพราะฉะนั้นมันอาจจะยังไม่จบนะพี่ เพราะมันยังห่างกันมาก เขาก็เลยบอกว่าถ้าพี่ไปเสนอทางฝั่งนู้นได้ 1 ล้านบาท จบไหม ผมก็เลยบอกว่าเดี๋ยวพี่ลองไปปรึกษากันดูก่อนก็แล้วกัน เพราะผมเองก็ตัดสินใจเองไม่ได้ ผมไม่ใช่เจ้าของเรื่องไง หลังจากนั้นก็เงียบกันไป จนผ่านมาถึงวันศุกร์ก็ฟ้องกันแค่นั้นเอง พอฟ้องมาตัวเลข 1 ล้านผมยังไม่รู้เลย เพิ่งมารู้วันก่อนว่าน้องเขายินดีจะจ่าย ซึ่งคนกลางก็ไม่ได้มาบอกผมไงว่าเขายินดีจะจ่าย 1 ล้าน”

สรุปวันนั้นไม่ได้ไปถามน้องเก้าเหรอ ว่าหากเป็น 1 ล้านบาทจะโอเคไหม ?
ทนายเจมส์ : “ไม่ใช่ เดี๋ยวนะ เขายังไม่ได้ตกลงซะด้วยซ้ำ เขาบอกจะไปถามมาให้ว่าจะเอาไหม 1 ล้าน คนกลางเขาบอกว่าจะเอาไหม 1 ล้าน เขาจะไปคุยมาให้ เขาว่ายังงี้”

เขาได้ติดต่อมาทางเก้าบ้างไหม เรื่องเงิน 1 ล้านบาท ?
เก้า : “ไม่ครับ คือทุกเรื่องจะติดต่อฝั่งพี่ทนายหมดเลย ไม่ได้ติดต่อผมเลยครับ”

ในเรื่องของค่าตัวเรามันยืดเยื้อมานานมากแล้ว ยังหาข้อสรุปไม่ได้ใช่ไหม ?
เก้า : “เรื่องค่าตัวใช่ไหมครับ ผมบอกแล้วว่ามันนานมากแล้ว อันนี้มันเป็นเรื่องของน้ำใจมากกว่า ถ้าเกิดเป็นน้ำใจให้ตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องครับ”

คนก็มองเราว่าหน้าเงินไปแล้ว ?
เก้า : “ถูกต้อง บางคนบอกกล้าฟ้อง 3 ล้าน แต่บางคนก็ยังไม่ได้ไปดูในไลฟ์สดเลยว่าเราพูดว่าอะไร เราแค่บอกว่ามันอาจจะมากกว่า 3 ล้านก็ได้ หรือน้อยกว่า 3 ล้านก็ได้ เราไม่รู้ส่วนตรงนั้น ถ้าบริสุทธิ์ใจและออกมาปุ๊บ เราก็จะได้รู้ว่ามันเท่าไหร่ใช่ไหมครับ”

แล้วที่บอกว่าทางเฟซบุ๊กไม่ได้เปิดอ่าน คืออะไร ?
เก้า : “คือมันเกิดเรื่องแล้วติดต่อมาครับ ผมอยากรู้ว่าถ้าไม่เกิดเรื่องแล้วเขาจะติดต่อมาไหม อยากจะเคลียร์กับผมไหม คือเราไม่ได้คุยกันหลังบ้านเลยนะครับ เขาทักมา แล้วผมก็ไปปรึกษาผู้ใหญ่เลย เพราะผมเห็นแล้วว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ใหญ่ก็บอกไม่ต้องอะไรแล้ว ให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ดีกว่า”

ทางเขาบอกว่า ถ้าคุยกันดีๆ ก็อาจจะจบเรื่องนี้ได้ ?
เก้า : “ก็... ครับ”

เก้า เกริกพล

1 ล้านบาท มันสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่เขาเสนอมาไหม ?
ทนายเจมส์ : “คือผมจะบอกแบบนี้นะครับ ณ วันนี้เรายังไม่รู้รายได้ที่แท้จริงของเขามันเท่าไหร่ มีแต่ประมาณการ 3-4 ล้าน อะไรแบบนี้ สมมตินะครับ รายได้จริงๆ 1 ล้าน น้องเก้าก็ควรที่จะได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็คือ 3 แสน เท่านั้นเอง ถ้ามันมีเอกสารออกมาให้เราดูจริงๆ มันจบตั้งแต่วันนั้นแล้ว และ ณ วันนี้มีใครได้เห็นเอกสารหรือยังล่ะ ถ้ามันแค่ 3 ล้าน หรือ 4 ล้านจริงๆ ก็แค่เอาเอกสารมากลางกัน แสดงความจริงใจมันก็จบ”

ที่ทางนั้นบอกให้ 1 ล้านมาแต่ยังไม่ยอมจบ เหมือนเป็นการโจมตีหรือดิสเครดิตเราไหม ?
ทนายเจมส์ : “ผมมองแบบนี้ อาจจะเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ เพราะผมไปฟังในบทสัมภาษณ์เขาแล้ว เขาบอกว่าเขาเสนอมาที่ 1 ล้านที่คนกลาง แต่ไม่ทราบว่าคนกลางมาบอกฝั่งน้องเก้าไหม ไปถึงน้องเก้าหรือเปล่า อันนี้ลองไปย้อนฟังดูนะ เขาหมายถึงคนกลางทางฝั่งเขานะ ไม่ใช่ผม”

แบบนี้เรื่องมันจะยุ่งยากกว่าเดิมไหม เพราะมีคนกลางมาช่วยคุย ไม่ใช่ฝั่งเรา และก็ฝั่งเขา ?
ทนายเจมส์ : “ผมไม่ได้มองว่าทำให้กระบวนการมันยากขึ้นนะ แต่ทำให้กระบวนการมันง่ายเข้านะครับ ซึ่งกระบวนการนี้มันควรจะเกิดก่อนที่จะยื่นคำฟ้อง พอยื่นคำฟ้องไปแล้ว ฟังน้องเก้าก็โดนถล่มอีกรอบหนึ่ง และพอมันเกิดแบบนี้ตัวเลขเท่าไหร่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญแล้ว แต่อยากให้มันจบและกลับไปทำงานกันทั้งสองฝ่าย”

เหมือนจะเป็นการกลับคำพูดไหม เพราะตอนแรกเขายืนยันเลยว่าจะไม่ยอมจ่าย ?
ทนายเจมส์ : “อันนั้นผมไม่รู้ คือความจริงใจมันอยู่ข้างในไง มันไม่ใช่ที่คำพูด ผมมองว่าถ้าเกิดจะแสดงความจริงใจมาตั้งแต่ตอนต้น เท่าไหร่ผมว่าน้องเก้าก็เอา”

ตอนนี้ดูท่าทีฝั่งเขาดูเบาลง และละมุนละม่อมลงมาก ?
ทนายเจมส์ : “ผมไม่รู้ ผมต้องเรียนแบบนี้ก่อนนะครับ คำฟ้องที่ผมฟ้องไปคือการละเมินลิขสิทธิ์ คำขอท้ายฟ้องคือขอให้ลบชิ้นงานนะครับ ไม่ได้ลบแค่มิวสิกวิดีโอนะ ขอให้ลบเพลงด้วย หมดเลยครับ”

เขายืนยันว่าเขาจะไม่ลบแน่นอน ?
ทนายเจมส์ : “อันนั้นคือเรื่องของเขาครับ ถ้าเกิดคุยกันไม่รู้เรื่องใช่ไหม ผมก็แค่อาศัยคำสั่งศาลเท่านั้นเอง”

เขาก็ยืนยันที่จะสู้คดี ?
ทนายเจมส์ : “ก็เป็นสิทธิ์ของน้องเขาครับ ผมเองก็เป็นแค่ทนายความ มีหน้าที่นำเสนอหลักฐานให้ศาลได้พิจารณาเท่านั้นเอง อำนาจการตัดสินก็คืออยู่ที่ศาล ถ้าเขามีพยานหลักฐานก็เอามาแสดงกันแค่นั้นครับ”

ถ้าเราชนะคดี เราอยากที่จะให้ลบไหม ?
ทนายเจมส์ : “เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องครับ คือลบชิ้นงานครับ”

แสดงว่าอยากให้ลบ เรื่องจำนวนเงินไม่เกี่ยวแล้ว ?
ทนายเจมส์ : “ถูกครับ เพราะอย่างที่ผมบอก ผมไม่ได้ขอทางแพ่งตั้งแต่ตอนต้น อย่างที่บอกคือเราไม่รู้ฐานรายได้ที่แท้จริง เราก็เลยไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเข้าไป”

จะมีการเคลียร์กันกับคนกลางไหม ?
ทนายเจมส์ : “อันนั้นเป็นเรื่องอนาคตครับ เดี๋ยวรอดูอีกทีหนึ่ง”

ทุกวันนี้ได้ฟ้องทางแพ่งไปหรือยัง ?
ทนายเจมส์ : “ไม่ได้ฟ้องครับ อย่างที่ผมบอกไงผมฟ้องเพื่อให้ลบชิ้นงานอย่างเดียว ไม่ได้ฟ้องแพ่งเข้ามาเกี่ยวเลย”

แสดงว่าเจตนาของเก้าตั้งแต่แรก คือไม่ได้อยากที่จะได้เงิน ?
เก้า : “แน่นอนครับ ผมก็บอกไปแล้วครับ คือผมไม่อยากให้เอาเสียงผม และหน้าของผมไปสร้างรายได้ครับ ผมไม่เสียดายเลยครับถ้าลบออก ถือว่าให้มันจบกันไปเลยครับ ต่างคนก็ต่างทำงานไป”

ถ้าสมมติเขาให้จำนวนเงินที่เราต้องการ อาจจะเป็น 3 ล้าน หรือมากกว่านั้น เราจะยอมไหม ?
เก้า : “ไม่ครับ ผมอยากให้ลบทิ้งครับ ถ้าพี่เขาไม่อยากให้ถึงศาลก็ลบเลยครับ”

ทางฝั่งเขาก็ยืนยันว่าจะไม่ลบ ส่วนทางฝั่งเราก็ยืนยันที่จะให้ลบ มันจะมีการมาเจอตรงกลางได้ไหม ?
เก้า : “อันนี้ผมบอกเลยครับ คือถ้ามีน้ำใจตั้งแต่แรก ก็คงไม่เกิดเรื่องแน่นอน”

เรื่องตอนนี้มันอยู่ที่ศาลแล้ว ต้องไปไกล่เกลี่ยตามที่ศาลนัดใช่ไหม ?
ทนายเจมส์ : “ถูกต้องครับ คือในขั้นตอนนี้มีคนถามเข้ามาเยอะ ต้องเข้าใจในขั้นตอนของศาลก่อนว่า เมื่อยื่นฟ้องแล้วจะให้กรรมการเอาหมายศาลไปส่งที่บ้านนะครับ ซึ่งมันเป็นหมายข้ามเขต นั่นหมายถึงพื้นที่กรุงเทพฯ กับนครศรีธรรมราชมันอยู่ห่างกัน เพราะฉะนั้นในระบบกระบวนการของเจ้าหน้าที่ศาล ซึ่งอยู่กันคนละเขตอำนาจ เขาเรียกว่าส่งหมายข้ามเขต มันก็อาศัยระยะเวลานานนิดหนึ่งนะครับ”

กำหนดออกมาหรือยังว่าจะต้องไปที่ศาลเมื่อไหร่ ?
ทนายเจมส์ : “กำหนดไต่สวนมูลฟ้องก็วันที่ 9 พ.ย. กำหนดไว้แล้วเรียบร้อย ในวันนั้นก็เป็นไปได้อยู่ 3 อย่างก็คือ 1.อาจจะเลื่อนคดี 2.อาจจะมีการไกล่เกลี่ยกันถ้าเขามา 3.ก็คือมีการไตร่สวนมูลฟ้องเลยทันที ส่วนจะมีเปอร์เซ็นต์ได้ไกล่เกลี่ยไหม ผมไม่รู้เลยครับ อันนั้นมันเป็นเรื่องของอนาคต ณ วันนี้คำตอบของน้องก็คือลบอย่างเดียว ส่วนในอนาคตผมว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างดีกว่าเนอะ”

เสียดายไหม เพราะยอดวิวมันเยอะมาก ?
เก้า : “ไม่เป็นไรครับ (ยิ้ม)”

เราจะมีโอกาสเปลี่ยนใจไหม ?
เก้า : “ผมไม่รู้ครับ แต่คือความตั้งใจของผมอยากลบเลยครับ ถ้าลบเรื่องจบแน่นอนครับ ถ้าพี่ลบก็จบแน่นอนครับ”

มีอะไรอยากบอกเขาไหม เพราะเห็นเขาบอกว่าเคยเป็นศิลปินค่ายเดียวกัน วันหนึ่งอาจจะมีโอกาสกลับมาร่วมงานกันอีก ?
เก้า : “ทำไมไม่พูดตั้งแต่แรกครับ เพิ่งจะมาพูดอะไรตอนนี้ ถ้าเกิดอยากร่วมงานอีกก็ยังไม่รู้ครับ แต่ถ้ามันออกมาจากใจจริงๆ ก็ได้ครับ ร่วมได้อยู่แล้ว”

เราต้องการคำขอโทษด้วยไหม ?
เก้า : “ก็... ได้ครับ ถ้าเกิดว่าพี่ยอมรับผิดจริงๆ และมันออกมาจากหัวใจจริงๆ ผมก็ได้ครับ ผมได้เสมอ ณ ตอนนี้ไม่ได้โกรธอะไรแล้วครับ ผมก็ทำงานของผมไป เรื่องก็ให้เป็นเรื่องของคดี เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ไปครับ”

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 25, 2020 at 06:32PM
https://ift.tt/3cyKWnY

"เก้า เกริกพล" เปิดใจเคลียร์ ยื่นฟ้อง "เจนนี่" แต่ถูกชาวเน็ตด่าแรงว่า หน้าเงิน - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Thursday, September 24, 2020

เคลื่อนไหวแล้ว "บรูโน" ตอกกลับหลังถูกมองเป็นแค่เครื่องจักรสังหารจุดโทษ - ไทยรัฐ

karitosas.blogspot.com

"บรูโน เฟอร์นันเดส" ห้องเครื่องเลือดฝอยทองของ "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" ยอดทีมแดนผู้ดี ออกมาตอกกลับหลังจากที่มีกระแสมองว่าตัวเขาเด่นแค่เรื่องสังหารจุดโทษ

วันที่ 25 ก.ย. 63 บรูโน เฟอร์นันเดส กองกลางชาวโปรตุเกสของ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาตอกกลับหลังจากที่มีกระแสมองว่าตัวเขาเด่นแค่เรื่องสังหารจุดโทษ จากการรายงานของ Manchester Evening News สื่อท้องถิ่นชื่อดังของแมนเชสเตอร์

เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา บรูโน เฟอร์นันเดส ย้ายจาก สปอร์ติง ลิสบอน มาสู่ชายคาโรงละครแห่งความฝัน ด้วยค่าตัวในเบื้องต้นราว 46.7 ล้านปอนด์ ซึ่งค่าตัวอาจสูงถึง 68 ล้านปอนด์ ได้ในอนาคตหากนักเตะทำได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา โดยตัวเขาเข้ามายกระดับเกมรุกของทีมได้ทันที พร้อมทำได้ 12 ประตูจากทุกรายการแต่มาจากจุดโทษถึง 8 ลูก

ล่าสุด บรูโน เฟอร์นันเดส ออกมากล่าวว่า "ผมว่าเราจะมาพูดถึงเรื่องนี้มากไม่ได้ (การยิงจุดโทษ) เพราะทุกคนจะบอกว่าผมทำประตูเป็นแต่ลูกจุดโทษ แต่ถ้าคนอื่นยิงผมก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลยนะมันเหมือนกับว่าพวกเขาแค่ยิงเข้าไปเฉยๆ และจบไป จริงๆ แล้วจุดโทษมันคือส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอล เราจำเป็นต้องยิงประตูและเมื่อคุณมีโอกาสแน่นอนว่าคุณจะต้องทำมันให้ได้ หลานคนบอกว่ามันง่ายมากๆ แต่อย่าลืมไปนะว่าคุณอาจจะแพ้นัดชิงชนะเลิศจากจุดโทษได้เลยนะ สโมสรแห่งนี้ก็เคยคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก จากจุดโทษ เมื่อปี 2008 ที่มอสโก (รัสเซีย)"

"คนส่วนใหญ่ที่อยู่หน้าทีวีมันดูเหมือนง่ายๆ แค่เดาทางผู้รักษาประตู ถ้าเขาพุ่งไปทางซ้ายและก็มีการตั้งคำถามว่าทำไมคุณไม่ยิงไปทางขวาล่ะ ใช่ ผมยิงไปทางขวาได้แต่ผมคิดมาแล้วว่าผมจะยิงไปทางซ้าย ถ้าผู้รักษาประตูเซฟได้มันก็เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ผมไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะพูดยังไงแต่สิ่งสำคัญที่สุดของผมคือเดินหน้าทำประตูต่อไปก็เท่านั้น"

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 24, 2020 at 07:00PM
https://ift.tt/3639Yuc

เคลื่อนไหวแล้ว "บรูโน" ตอกกลับหลังถูกมองเป็นแค่เครื่องจักรสังหารจุดโทษ - ไทยรัฐ
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

"ใบเฟิร์น" คิดถึงแฟนคลับจนน้ำตารื้น หัวใจโสดสนิทแฟนตัวจริงยังไม่มี - ไทยรัฐ

karitosas.blogspot.com

ออกปากยอมรับว่าความคิดถึงมันเป็นแบบนี้นี่เอง ไม่ใช่คิดถึงหนุ่มคนไหน แต่เป็นอาการเมื่อนางเอกสาว “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” ได้พบหน้ากลุ่มแฟนคลับที่มาให้กำลังใจในงานที่ผ่านมาล่าสุด หลังไม่ได้ออกงานพบปะแฟนๆมามานาน เลยเกิดอาการน้ำตารื้นเมื่อได้ยินเสียงแฟนๆตะโกนคำว่าคิดถึง

เจอ ใบเฟิร์น ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว Vivo V20 ซีรีส์ ณ ฮอลล์ 3 สยามรอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 เลย ถามถึงเรื่องที่เจอแฟนคลับแล้วร้องไห้? “มันเป็นโมเมนต์ที่เราตะโกนคิดถึง และเราก็คิดถึงเขา คือไม่ได้เจอกันมา 6 เดือนค่ะ เลยน้ำตารื้นนิดนึง ความคิดถึงเป็นแบบนี้นี่เอง”

ความรู้สึกยังไงแฟนคลับมารอเรา? “เราก็อยากเจอเค้า แต่วันนั้นเจอเรามีงานต่อ มันมีความใจหายนิดๆ เหมือนเพิ่งเจอกัน”

ได้บอกอะไรแฟนคลับมั้ย? “หนูก็สารภาพไปเลยว่าคิดถึง มันก็เป็นความผูกพันเนอะ”

วันนั้นแฟนคลับได้มีเซอร์ไพรส์อะไรเรามั้ย? “ไม่มีค่ะ แค่แววตาคือเราอยู่ด้วยกันมา 10 กว่าปีแล้ว”

จะมีโปรเจกต์อะไรทำกับแฟนคลับมั้ย? “เดี๋ยวสถานการณ์ดีขึ้น ก็คงมีโอกาสได้เจอกันบ่อยขึ้นค่ะ”

ช่วงนี้ดูผอมลงไปเยอะเลย? “ช่วงนี้ทำงานเยอะ และก็พยายามควบคุมอาหาร ตอนนี้ก็ลดไป 3 กก.”

คือเราตั้งใจจะลด? “อยากคุมน้ำหนักด้วย บางงานมันก็อยากให้ผอมลง ถ่ายได้ง่ายขึ้น”

สำหรับเราตอนนี้หุ่นโอเคยัง? “ไม่กล้าพูดเลยแล้วแต่งานค่ะ แต่ก็โอเคนะคะ”

หลายคนมองว่าผอมไป? “ไม่ผอมไปค่ะ คงไม่ลดแล้วคงอยู่เท่านี้”

จริงๆ วิธีลดน้ำหนักเราแบบไหน? “เลือกทานค่ะ ถ้าอยากจะลดจริงๆก็ไม่ทานของทอด”

เห็นบอกลดน้ำหนักเพราะจะถ่ายชุดชั้นใน? “ใช่ค่ะ”

จะได้โชว์เต็มที่? “เสื้อในเค้าสวยอยู่ด้วย (ยิ้ม)”

ใกล้วันเกิดแล้วมีแพลนไปไหน? “ทำงานค่ะ วันเกิดทุกปีก็ทำงาน ถ้าเกิดสะดวกก็จะชวนที่บ้านทำบุญ”

ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว? “28 ค่ะ”

เหงามั้ย? “ไม่เหงา ครึกครื้นเอิกเกริกกับเพื่อนๆ”

หนุ่มๆมีบ้างมั้ย? “ไม่มีเลยค่ะ อย่าย้ำ (ยิ้ม)”

จริงๆมีคนเข้ามาจีบมั้ย? “ไม่มีเลยค่ะ”

เราปิดหรือบล็อกผู้ชายรึเปล่า? “ไม่เลยค่ะ”

ประกาศเลยมั้ยว่าเราโสด? “ไม่เป็นไรค่ะ อาย (หัวเราะ)”

วันเกิดนี้จะมีอะไรพิเศษมั้ย? “อวยพรหนูสิให้มีแฟน (หัวเราะ) ไม่ๆ คือเดี๋ยวพี่ๆไม่มีเรื่องถาม”

จริงๆเราอยากมีแฟนมั้ย? “เฉยๆค่ะ ไม่ได้ซีเรียส”

ที่บ้านเร่งมั้ย? “ก็ไม่ได้เร่งค่ะ พ่อกับแม่ไม่ได้ว่าอะไร อยากให้พักผ่อนมากกว่า”

มีสเปกมั้ย? “ไม่มีค่ะ ถ้ามันใช่ก็ใช่”

ปีนี้จะมีโปรเจกต์พิเศษอะไร? “จะมีหนังปลายปีค่ะ เป็นหนังสนุก ตลก”

เป็นหนังแนวไหน? “คอมเมดี้ แนวตลกค่ะ”.

อ่านเพิ่มเติม...

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 24, 2020 at 07:01PM
https://ift.tt/305C981

"ใบเฟิร์น" คิดถึงแฟนคลับจนน้ำตารื้น หัวใจโสดสนิทแฟนตัวจริงยังไม่มี - ไทยรัฐ
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Tuesday, September 22, 2020

"ฝน ธนสุนทร" เล่าอดีตเคยขอข้าววัดกิน-เก็บขยะขาย ชีวิตพลิกเพราะชนะการประกวด - Sanook

karitosas.blogspot.com

เจ้าหญิงแห่งวงการลูกทุ่ง ฝน ธนสุนทร ที่กว่าจะมีทุกวันนี้บอกเลยว่าไม่ง่าย ต้องผ่านความลำบากมามากมายเพราะความยากจน ทั้งเคยไปขอข้าววัดกิน เคยเก็ยขยะไปขาย และด้วยความที่หน้าตาดีกว่าคนอื่นในบ้านยังโดนล้อเรื่องโดนเก็บมาเลี้ยง แต่ชีวิตมาพลิกผันเมื่อได้เข้าประกวดและเริ่มก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง จนมาได้ออกอัลบั้มแต่ไม่ประสบความสำเร็จเกือบถอดใจไปแล้ว ซึ่งเจ้าตัวได้มาเผยทุกเรื่องกว่าจะเป็น ฝน ธนสุนทร ทุกวันนี้ผ่านทางรายการคุยแซ่บ SHOW ทางช่องวัน 31 ที่มี หนิง ปณิตา และ อาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกร

ฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการลูกทุ่ง?

ฝน : "อันนี้เป็นฉายาที่แฟนๆ ตั้งให้ ไม่รู้ว่าเราไปเป็นเจ้าหญิงในใจเขามั้ย ตอนแรกรู้สึกเขินมาก มันเหมือนเกินไป แต่พอเริ่มเรียกกันเยอะๆ เราก็เลยเป็นก็ได้ อาจจะเป็นช่วงนึงที่เราแต่งตัวเจ้าหญิงหน่อย กระโปรงพองๆ ร้องเพลง"

ตอนเด็กๆ ลำบากมากขอข้าววัดกิน?

ฝน : "ใช้คำว่ายากจนก็ไม่ผิด เพราะว่าเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่อยู่ต่างจังหวัด มีแค่บ้านเก่าๆ โทรมๆ อยู่กันทั้งหมด 10 คน คนที่หารายได้หลักคือคุณปู่ พ่อแม่ก็หา แต่รายได้น้อยกว่า เราไม่มีสิทธิ์ได้กินขนม ถ้าวันไหนถึงขั้นไม่มีข้าวกินก็ไปขอข้าวที่วัดกิน"

เก็บขยะขาย?

ฝน : "พ่อกับแม่ก็ไม่ได้ให้ไปเก็บขยะขายนะคะ แต่ว่าตอนเด็กเราอยากกินขนมแต่ว่าไม่มีเงินซื้อ เลยไปหาอะไรในกองขยะ บางทีเขาก็เอาของมาทิ้งเราก็เอาไปชั่งกิโลขายได้เงินซื้อขนมกิน แล้วก็แบบนี่มันไม่ใช่กองขยะนะมันเป็นมหาสมบัติของเรา"

โดนล้อ?

ฝน : จะไม่โดนล้อในเรื่องยากจน จะโดนล้อในเรื่องอื่น คือตอนเด็กๆ หน้าเราเหมือนเด็กฝรั่ง เขาก็จะเรียกว่าลูกพ่อแม่เก็บมาเลี้ยง ถ้าเราเป็นลูกที่เก็บมาเลี้ยงจริงๆ เราก็ภูมิใจเพราะแสดงว่าพ่อแม่ที่แท้จริงไม่รักเราถึงทิ้งเรา แล้วมาอยู่กับพ่อแม่คนนี้ที่รักเรามาก เราแฮปปี้ แต่คนที่เสียใจคือคุณพ่อ มีคนมาพูดแบบนี้แหละ แล้วเราแอบเอาไปถามแม่ ว่าเราใช่ลูกพ่อหรือเปล่า แม่ก็เล่าให้พ่อฟัง เสียใจกินเหล้าเมา ว่าลูกว่าไม่ใช่พ่อ"

อาหารที่พิเศษสุดๆ ที่ได้ทาน?

ฝน : "ไข่เจียวค่ะ เพราะว่าทั้งหมด 10 คนที่บ้าน ไข่เจียวมันไม่ได้ผสมน้ำ แต่ถ้าไข่ตุ๋นกินบ่อย แค่ 2 ฟองแต่ผสมน้ำเยะมากเพื่อจะได้กินหลายคน ไข่เจียวต้องใช้ไข่หลายฟองก็เงินหลายบาท แล้วก็ต้องมาแบ่งเท่าๆ กัน เนื้อสัตว์ไม่ได้กินเลย ไข่เจียวคือที่สุด"

จุดเปลี่ยนคือการประกวดมิสทีนโอเล่?

ฝน : "เราไม่ได้คิดว่าจะประกวดเพราะที่บ้านยากจน เขาประชาสัมพันธ์ลงในหนังสือพิพม์ ซึ่งบ้านเราไม่มีทางซื้อหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว แล้วนั่งเล่นอยู่กระดาษหนังสือพิมพ์ปลิวมาวางตรงหน้า เราก็เก็บมาอ่านเล่นๆ มีประกวดชิงทุนการศึกษา ก็ส่งรูปไปส่งเข้าประกวด ต้องมาประกวดที่กรุงเทพนั่งรถทัวร์มากับคุณอา 2 คน ชีวิตพลิกเลยเป็นจุดเริ่มต้นในวงการ แต่ก่อนหน้านี้เราก็รับร้องเพลงจากงานจ้าง พอได้ตำแหน่งคนก็จ้างมากขึ้นค่าตัวเพิ่มขึ้น  ช่วงนั้นมีงานร้องเพลงเกือบทุกวัน พอเราดังขึ้นคุณพ่อคุณแม่ชื่นใจ ไปไหนก็บอกนี่ลูกสาว"

ร้องเพลงจนมีคนเห็นแววมาทำอัลบั้ม?

ฝน : "ร้องเพลงประจำจังหวัดอุดรฯ ก่อน หลังจากนั้นค่ายเพลงก็มาเห็นก็เซ็นสัญญาเลยตอนนั้น ม.5 ตอนแรกเป็นเพลงสตริงก่อน แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ชุดที่ 2 ก็ยังเป็นสตริงก็เหมือนเดิม เกือบจะม้วนเสื่อกลับบ้านแล้ว จนได้มาทำเพลงลูกทุ่งแล้วอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเราถนัดลูกทุ่งยึดพี่ผึ้ง พุ่มพวง เป็นแม่แบบ เราก็เลยรักเพลงลูกทุ่ง"

มีช่วงเสียใจเรื่องคุณพ่อคุณแม่หนักมาก?

ฝน : "คุณพ่อเสียไปก่อน แล้วคุณแม่ก็เสียแต่ห่างกัน เราสนิทกับคุณพ่อมากเขาเป็นคนที่เจ็บป่วยแล้วไม่ไปโรงพยาบาล ตอนคุณพ่อเสียคุณอาโทรมาบอกคุยกับคุณพ่อหน่อยเป็นครั้งสุดท้ายเราทำงานอยู่กรุงเทพ แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ไปดูแล บอกว่ารอฝนก่อนพรุ่งนี้จะรีบไปหา แต่ไม่ทันพ่อก็สิ้นใจเราก็ต้องขึ้นเวลาเลยตอนนั้น เราต้องเอนเตอร์เทนเพราะมันเป็นงานเลี้ยง เราก็วางไว้ก่อนขึ้นไปทำหน้าที่ให้เสร็จ พอร้องเสร็จเดินลงมามันหมดแรงขามันอ่อน เราเสร็จหน้าที่แล้วเกือบร่วงเลย"

"ก่อนหน้าคุณพ่อจะเสียมันเหมือนเป็นลางเราจะซื้อชุดดำตลอดบอกซื้อเผื่อไว้ไปงานศพผู้ใหญ่ หรือตอนที่พ่อเข้าโรงพยาบาลป่วยหนักเราก็บอกว่าอยู่ที่นี่แหละไม่ต้องออกเลย ความหมายเราคืออยู่กับหมอ แต่พ่อก็ไม่ได้ออกจริงๆ เสียที่โรงพยาบาล เราเลยรู้สึกว่าหลายอย่างมันมีการเตือน ที่ผ่านมาเราชะล่าใจไม่ฉุกคิดบ้าง ตอนนี้เราเลยจะพูดอะไรหรือคิดอะไรจะพูดแต่สิ่งดีๆ"

คุณแม่เพิ่งมาเสียชีวิต?

ฝน : "คุณแม่ไม่มีลางสังหรณ์อะไรเลยทุกอย่างกะทันหันไปหมดเลย เป็นเบาหวาน ความดัน แล้วก็เป็นโรคดื้อ เขาเป็นคนอารมณ์ดี ก่อนหน้านี้เราปฏิบัติธรรม เราเข้าใจเกิดแก่เจ็บตาย ก่อนหน้าน้เราก็ดูแลแม่มาตลอด เราเข้าใจว่าทุกคนหนีไม่พ้น ตอนคุณแม่เสียเราก็เสียใจ แต่เราก็ดีใจว่าเขาไม่ทรมานอยู่เป็นปีเหมือนหลายคนที่ติดเตียง เราพยายามไม่ร้องไห้จะส่งแม่ขึ้นสวรรค์ด้วยรอยยิ้ม เราก็แต่งหน้าให้แม่"

มีเรื่องไม่สบายใจถึงขั้นอยากลาวงการโกนหัวบวชตลอดชีวิต?

ฝน : "แฟนเพลงคือผู้มีพระคุณของเรา เราไปร้องเพลงแล้วโดนกระแสกลับมาว่าขอถ่ายรูปไม่ให้ถ่าย ดังแล้วหยิ่ง เราก็เครียดเพราะมันไม่ใช่อย่างนั้นมันมีเหตุผล ช่วงจังหวะคนมารุมบางทีมีคนเมาจะมาฉวยกอดจับเราก็ต้องปกป้องตัวเอง แล้วมันทำให้เราเสียใจ ตอนนี้ก็ให้เข้าแถวแต่ก็มาเรื่อยๆ คนที่มาไม่ทันก็ว่าเราอีก เราก็เลยคิดว่ามันอื่มแล้วมันพอแล้วมั้ย เพราะเวลาเราไปปฏิบัติธรรมแล้วมีความสุข ไม่ต้องคิดอะไรเลย ไม่ต้องไปต่อสู้หรือแก่งแย่งกับใครเลย มันมีความสุขจริงๆ ตอนนี้ความคิดเรามันปรับเปลี่ยนไป ถ้าหากเรามีวาสนาที่จะได้บวชก็ปล่อยให้เป็นไปตามบุญวาสนานั้น แต่ตอนนี้เราสามารถบวชใจเราได้ อยู่ด้วยความเข้าใจ อยู่ด้วยธรรมะ เป็นการปฏิบัติแบบสติก็คือทำงานไปด้วย เพราะเรายังมีหน้าที่อยู่"
 
ติดตามชมรายการคุยแซ่บ Show ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 13.30-14.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 22, 2020 at 08:09PM
https://ift.tt/3mKAeQ4

"ฝน ธนสุนทร" เล่าอดีตเคยขอข้าววัดกิน-เก็บขยะขาย ชีวิตพลิกเพราะชนะการประกวด - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Sunday, September 20, 2020

ไม่ง่าย! คล็อปป์รับเชลซีทำเหนื่อย, ชม'ติอาโก้'ประเดิมสวย - Goal.com

karitosas.blogspot.com

กุนซือหงส์แดงยอมรับชัยชนะเหนือสิงห์บลูไม่ใช่งานง่าย พร้อมมกองกลางป้ายแดงประเดิมสนามได้ยอดเยี่ยม

เยอร์เก้น คล็อปป์ เฮดโค้ช ลิเวอร์พูล ออกโรงชมลูกทีมว่าโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมเอาชนะคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่าง เชลซี

หงส์แดง โชว์โหดบุกเอาชนะ สิงโตน้ำเงินคราม ถึงถิ่น 2-0 จากการทำคนเดียวสองประตูของ ซาดิโอ มาเน ซึ่งกุนซือชาวเยอรมันชมเจ้าบ้านว่าเล่นได้ดีเช่นกัน แต่หลังเหลือ 10 คนทำให้ทีมของเขาเล่นง่ายขึ้น

"นี่เป็นสุดยอดเกมเลย เกมที่ดีจากทั้งสองทีม ผมชอบการเล่นของเรา เชลซีก็เป็นทีมระดับท็อป เกมของเราในครึ่งแรกยอดเยี่ยมมากแต่เรายิงประตูไม่ได้" คล็อปป์ กล่าว

"หลังจากมีใบแดง เกมในครึ่งหลังก็ต่างออกไป เราใช้บอลเคลื่อนที่, ทำให้พวกเขาต้องวิ่ง, ได้ประตู, เสียจุดโทษ, อลิสซอนเซฟได้, ทุกอย่างดีหมด ทุกคนมีส่วนกับผลการแข่งขัน"

นอกจากนี้ คล็อปป์ ยังชมผลงานของ ติอาโก้ อัลคันทารา กองกลางตัวใหม่ที่ได้ลงสนามในช่วงครึ่งเวลาหลัง ว่าปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว

"ติอาโก้ เล่นให้สเปนและซ้อมกับ บาเยิร์น มิวนิค ดังนั้นเขาจึงฟิตและไม่มีปัญหา เขาจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับเพื่อร่วมทีม"

"แต่เมื่อลงสนามไปมันกลายเป็นเกมที่สมบูรณ์แบบของเขา เกมรับอาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับเขา แต่เกมรุกด้วยการส่งบอลของเขายอดเยี่ยมมาก" 

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 20, 2020 at 04:13AM
https://ift.tt/3mDqdEa

ไม่ง่าย! คล็อปป์รับเชลซีทำเหนื่อย, ชม'ติอาโก้'ประเดิมสวย - Goal.com
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

"ตั๊ก มยุรา" เจ้าของฉายาสาวสองพันปี เผยเคล็ดลับหน้าเด็กที่ยังดูสาวสะพรั่ง - Sanook

karitosas.blogspot.com

สมแล้วที่ใครๆ ก็เรียกว่า สาวสองพันปี ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา ยังคงความสวยเหมือนสตาฟความงามเอาไว้ จนลืมอายุ รายการต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 จึงได้เชิญนักแสดงคุณภาพ มาถามเคล็ดลับความสวยคงกะพัน พร้อมทั้งอัพเดทผลงานละครเพลิงนาง ที่เจ้าตัวเผยว่าเล่นเรื่องนี้ปล่อยสุดพลังมากทำเอาความดันขึ้นสูงไม่รู้ตัว

ดูแลตัวเองทุกวินาทีแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน

ตั๊ก มยุรา : "ดูจนสามีนึกว่าเราเป็นประสาทหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้ดูอะไรขนาดนั้น เราก็แค่ดูว่าเสื้อตัวนี้มันมีกลิ่นหรือเปล่าอย่าใส่นะ กางเกงยวนยานไปหรือเปล่าอย่าใส่นะ หน้าดำไปหรือเปล่าเติมหน่อย แต่อยู่บ้านเราจะไม่แต่งนะ แต่ก็จะมีทากันแดด ทาลิปมันอะไรให้มันมีสีหน่อย"

แต่ถึงหน้าจะไม่แต่งได้ แต่ผมคือต้องดูแลตลอดเวลา ?

ตั๊ก มยุรา : "หัวห้ามเหม็น แล้วคือ คุณหนุ่ย สามีเราคือเขาเป็นคนเก็บรายละเอียดตลอดเวลา คือ อย่างล่าสุดเรานอนอ้าปาก คือเราเป็นคนที่นอนหงายแล้วเวลาเราเหนื่อยมากๆมันก็คงอ้าปากออกมาเอง แล้วทีนี้ พี่หนุ่ย เขาคงตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าเรานอนอ้าปาก แล้วเขาก็มาบอกเราว่า คุณสงสัยเมื่อคืนนอนหลับสนิทมากใช่ไหมช่วงนี้ ถึงนอนอ้าปาก (หัวเราะ) คือเราเลยต้องดูดีตลอดเวลา เพราะถ้าเราไม่ดูดีเขาก็มองคนอื่นด้วยไง มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องดูแลตัวเองตลอดเวลา"

ตั๊ก มยุรา :  "แต่ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่ดูแลตัวเองนะคะ สามีเราอยู่บ้านเขายังคาดเข็มขัดเลย เฉพาะเราก็ต้องดูแลตัวเองให้เหมือนกับที่เขาดูแล จะมานั่งปล่อยตัวเองไม่ได้"

เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเลยนะที่ว่าเราเป็นผู้หญิงเราต้องดูแลตัวเอง แต่เห็นว่าถ้าอะไรที่เกี่ยวกับผมยิ่งโดยเฉพาะ อะไรที่เป็น สารเคมี คือจะไม่ให้ถูกเลย ???

ตั๊ก มยุรา : "ไม่ใส่เลยค่ะ สเปรย์ ไม่ใส่แต่นิดหน่อย ใส่เพื่อแค่ให้จัดทรงได้แค่นั้น พอกลับบ้านเราไปเราก็ไปสระผมเลย แต่สมัยก่อนคือ ไม่ใส่เลย ผมดีกว่านี้มาก"

ยังคงสภาพความสวยงามเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแบบนี้หลายคนอยากรู้ว่าตอนนี้ พี่ตั๊ก อายุเท่าไหร่ ??

ตั๊ก มยุรา : "จำไม่ได้ (หัวเราะ) จริงๆนะ  เราจำได้แค่ตัวเลขข้างหน้านิดหน่อย ขนาดเวลาที่ คุณหนุ่ย เขาจะคุยอายุเรากับเพื่อนเรายังทำตาเขียวใส่เขาเลย แล้วบอกเขาว่า คุณหนุ่ย ไม่ได้นะผู้หญิงเขาไม่บอกอายุกัน เขาก็บอกเรากลับมาว่าไม่เห็นเป็นไรเลยคุณก็ยังสวยอยู่เลย เราก็บอกว่าไม่ได้ (พี่จำไม่ได้จริงๆ) เอาเป็นว่าพอสมควรแล้ว"

คือ ที่ถามอายุไม่ใช่อะไร เพราะคือ ร่างกาย พี่ตั๊ก ดูไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ตั๊ก มยุรา : "ถามว่าเราเหนื่อยไหม กับการที่เราต้องดูแลตัวเอง เราพูดกับสามีประจำเลยว่าถ้าชาติหน้ามีจริงเราอยากเกิดเป็นผู้ชาย เพราะผู้ชายมันง่ายไม่ต้องดูแลตัวเองอะไรมากมาย"

ตั๊ก มยุรา : "พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นดูแลตัวเองยังไงนะ แต่เราเป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ปาร์ตี้คืออะไรเราไม่รู้จัก ในรุ่นเราวัยเราคือการออกไปทานข้าวกับแบบครอบครัว คุยกันเรื่องงาน เรื่องทำบุญ คุยเรื่องครอบครัวเป็นยังไง แต่ปาร์ตี้เป็นยังไงเราจำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่ชอบ แต่เราไปเดินซื้อของบ้าง แต่เราก็ไม่ได้ไปเป็นกลุ่มใหญ่เพราะเวลาเราไปกันเยอะๆจะเสียเงินมาก เพราะจะชวนกันซื้อ เพราะฉะนั้นพี่ชอบอยู่คนเดียว เวลาว่างก็จะอยู่กับบ้านดูแลตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ก็จะทำอาหารทานเองเพราะคนเราจะดูดีได้ต้องมาจากภายในไปสู่ภายนอก"

"แต่เราคือออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 27 นะ เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ออกมาตลอดสม่ำเสมอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าออกกำลังกาย ดูแลผิว กินอาหาร นอน ทำแบบนี้จริงๆ คือเบสิก คือ ทุกคนทำได้ แต่บางคนจะแบบวันนี้กินข้าวขาหมู แต่เราไม่เราจะบังคับตัวเองเราไม่มีวันซีทเดย์เลย เพราะเราจะทานพอดีไม่ทานเกินที่เราพอเราอิ่มเราทานได้ทุกอย่างนะ แต่ไม่ได้ตามใจมากคือ ทานมากเกินไป แต่การที่เรากินเต็มที่คือจะน้อยกว่าคนอื่น แต่พอเราทานแล้วเราจะออกกำลังกายตามอายุ ตามวัยเรา"

ตั๊ก มยุรา : "ส่วนการนอนคือ เราจะนอนตอนห้าทุ่มแล้วตื่นสัก 7 โมงครึ่ง นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ทำให้หน้าเราฟูเด้งเลยนะ"

ดูแลสุขภาพดีขนาดนี้เวลาอยู่หน้าจอในเรื่องละคร เพลิงนาง ถึงได้สวยทะลุจอ แถมบทที่ได้รับยังแสบถึงทรวงสมกับที่ทุกคนรอ ?

ตั๊ก มยุรา : "คือ พี่ไม่ได้เป็นนางเอก นางฟ้า อะไรทั้งนั้น แต่เวลาเราเล่นละครแล้วด่าลูกขนาดนี้ชอบไหม พี่ไม่ชอบนะ เพราะยังถามผู้กำกับเลยว่าเราต้องด่าขนาดนี้ไหม ในเรื่องมันมีเหตุผลของมันว่าเลี้ยงลูกเมียน้อย เพราะ พลอย ลูกเราในเรื่องคือเขาไม่ใช่ลูกเราจริงๆ"

คือ เพราะในเรื่องเราไม่ชอบตั้งแต่แม่

ตั๊ก มยุรา : "โอ๊ย! ไม่มีใครชอบเมียน้อย เมียน้อยจะโกรธพี่ไม่ว่ากันนะ แต่คุณมีสิทธิ์เป็นเมียหลวงได้ เพราะในเรื่อง เมียน้อยก็อยู่ในบ้าน ลูกเมียหลวงก็อยู่ในบ้านเลี้ยงด้วยความแค้นเพราะฉะนั้นพอมีเรื่องอะไร คุณพรรณอร ก็จะปะทุออกมา ด่าน่ากลัวมาก คือแล้วถ่ายเขาไม่ได้ถ่ายฉากเดียวแล้วเดินพูดยิ้มไปมา แต่เขาถ่ายแบบด่า ด่า ด่า วันหนึ่งก็ 7 ถึง 10 ซีนความดันขึ้น มีอยู่วันถ่ายแล้ววันหนึ่งไปหาหมอ คุณหมอบอกเราว่าความดันเรา 170 แต่หมอบอกเราว่าไม่ต้องทานยา เดี๋ยวมันก็ลง คิดว่าเพราะเราเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว แบบเวลาเราด่าใครคนหนึ่ง ถ้าเราด่าแต่ปากไม่ได้ เวลาเราด่าใครสักคนให้สมจริงเราต้องด่ามาจากข้างใน เวลาเราด่าเราเลยต้องโกรธจริง หูเรานี่เสียงดังเปี้ยๆ มือเราก็ชาไปหมดเลย"

ตั๊ก มยุรา : "เราจำไว้เลยว่าเราโกรธใครมันไม่ดี แต่เวลาเรากลับบ้านไปเราจะไม่เอาความเครียดกลับด้วยนะ เวลาเรานั่งอยู่ในรถเราก็จะดีขึ้น แต่เราไม่รู้ว่าจะเก็บอยู่ข้างในหรือเปล่านะ" 

ถาม แต่หลังๆ มาเราจะเห็นหน้า พี่ตั๊ก บนหน้าจอน้อยมาเพราะเลือกรับเล่นหรือเปล่า

ตั๊ก มยุรา : "มีบทมาให้เราเลือกเยอะมากเลยนะแต่เราเลือกเยอะ จะรับแค่ปีละ 1 เรื่อง แต่ถ้ามีมากๆ ก็หัวปี 1 เรื่องท้ายปีอีก 1 เรื่อง มันจะจบแล้วมาเจออีกหนึ่งเรื่องพอดี แล้วมันจะได้คุณภาพ บทไม่ซ้ำ หน้าไม่ซ้ำ และเรามีงานมีธุรกิจที่ต้องทำ อีกอย่างที่สำคัญคือ เรามีครอบครัวที่ต้องดู ด้วยวัยของเราขนาดนี้ เราจะไปวิ่งไปมาไม่ได้แล้ว ก่อนที่เราจะรับดูทุกอย่างเลย บท ผู้กำกับ ทีมงาน ใครผลิต ดูแม้กระทั่งช่อง ถามว่ามีเหตุผลไหมที่ต้องดูเยอะขนาดนี้ มันก็มีเหตุผลนะ คือเล่นแล้วก็อยากออกมาให้คนดู ให้ดีทุกอย่างมีคุณภาพ" 

ติดตามชมรายการต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ที่ ยูทูป

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 20, 2020 at 04:30PM
https://ift.tt/35PCMWZ

"ตั๊ก มยุรา" เจ้าของฉายาสาวสองพันปี เผยเคล็ดลับหน้าเด็กที่ยังดูสาวสะพรั่ง - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Saturday, September 19, 2020

ตลกสิ้นดี! "อเด" โวยแหลกเกมแพ้ทรูบียู : VAR พังกลางคัน-สกอร์บอร์ดไม่มี (มีคลิป) - Goal.com

karitosas.blogspot.com

กุนซือช้างศึกยุทธหัตถี ไม่พอใจอย่างหนัก หลังจู่ๆ VAR กลับใช้ไม่ได้กลางคัน แถมสกอร์บอร์ดก็ไม่มี ในเกมบุกแพ้ แข้งเทพ 2-1

อเดบาโย กาเดโบ กุนซือสุพรรณบุรี เอฟซี แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก หลัง เทคโนโลยี VAR (Video Assistant Referee) ไม่สามารถใช้งานได้ และ สกอร์บอร์ดก็ไม่มี ในเกมโตโยต้า ไทยลีก 2020 ที่บุกแพ้ ทรู แบงค็อกฯ 2-1 วันที่ 19 กันยายน 2563 

ช้างศึกยุทธหัตถี เป็นฝ่ายขึ้นนำตั้งแต่นาทีแรกจาก เอลิอันโดร กอนซากา ก่อนถูก แข้งเทพ ยิงคืนทีเดียว 2 ประตูช่วงครึ่งหลัง โดย กุนซือวัย 46 ปี ชี้ว่าผลแพ้ชนะที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่พอใจ คือปัญหาเรื่องสัญญาณ VAR ที่จู่ๆ แจ้งว่าใช้ไม่ได้ตั้งแต่ช่วงท้ายครึ่งแรก อีกทั้งสกอร์บอร์ดสนามก็ไม่มี

อเดบาโย ร่ายยาวหลังจบเกมด้วยอาการหัวเสียว่า “เรารู้เลยว่าไม่ใช่เกมที่ง่าย ๆ เราเองก็เตรียมพร้อมพอสมควร แต่สิ่งที่เป็นเรื่องแตกต่างมันมากกว่าที่เราจะเอาชนะ มันเป็นสิ่งที่ไม่โอเคเลย มาบอกเราว่า VAR ใช้ไม่ได้ ไม่มีสัญญาณ สกอร์บอรด์ก็ดูไม่ได้ นี่คืออะไร ซึ่งถ้า แบงค็อก ไปเล่นที่บ้านเรา แล้วเจอแบบนี้บ้าง จะรู้สึกยังไง”

“วิธีจัดการ การรับผิดชอบต่างๆ มันไม่โอเค ไม่ยุติธรรม ทุกวินาทีมันไม่มีเลย ผมต้องพูดสิ่งที่ผมเห็น ผมอยู่มา 22 ปี ที่ผมเห็นมันไม่ยุติธรรม นี่เรามาแข่ง เราไม่ได้มาเล่น ทุกวินาทีมันมีผลหมดเลย คุณต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม”

อเดบาโยา กล่าวต่อ ”แพ้ชนะมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่นี่มันไม่โอเคเลย เรารู้เรามานอกบ้านเราต้องโดนหลายอย่าง มันเป็นเรื่องปกติ แต่ที่โดนวันนี้ผมไม่เคยเจอเลย ตั้งแต่มาอยู่ไทย 22 ปี สัญญาณไม่มี อันนี้ไม่มี ตลกมากเลย”

“ผมอยากให้สมาคมพิจารณาว่าอย่างนี้มันโอเคมั้ย สัญญาณหมด สัญญาณไม่มี มันไม่ใช่ประเด็นหรอก เขาบอกไม่มีไลฟ์ ไม่มีสกอร์บอร์ด ไม่ต้องพูดดีกว่าผมบอกตรงๆ”

“เรารู้พวกเขาเป็นทีมที่ดี เราก็เล่นไม่แพ้เขาเหมือนกัน ทีมผมก็ต้องสู้อยู่แล้วมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่แบบน้ี เล่นฟุตบอลไม่มีสกอร์บอร์ด ไม่มี VAR” กุนซือชาวไนจีเรีย ปิดท้าย

โปรแกรมต่อไป สุพรรณบุรี เอฟซี มีคิวบุกเยือน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในโตโยต้า ไทยลีก 2020 วันที่ 26 กันยายนนี้

บียู - สุพรรณ

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 19, 2020 at 06:59AM
https://ift.tt/2ZPk79J

ตลกสิ้นดี! "อเด" โวยแหลกเกมแพ้ทรูบียู : VAR พังกลางคัน-สกอร์บอร์ดไม่มี (มีคลิป) - Goal.com
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

"นุ้ย เชิญยิ้ม" สำนึกผิดเคยทำครอบครัวร้าวเพราะอารมณ์ร้อน ยกมือไหว้ขอขมาแม่ยาย - Sanook

karitosas.blogspot.com

เป็นพ่อบ้านที่ขึ้นชื่อว่ารักครอบครัวเป็นที่สุดอีกคน สำหรับนักแสดงอารมณ์ดี นุ้ย เชิญยิ้ม ที่ได้มาโชว์ลูกคอร้องเพลงใหม่ล่าสุด รอน้องกลับมาใน รายการต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 พร้อมทั้งนั่งพูดคุยกอัปเดตถึงผลงานเพลงและค่ายที่เป็นความฝันของตัวเอง และเผยถึงความรู้สึกผิดที่ได้ก่อ จนทำให้เสาบ้านร้าว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพราะในความอารมณ์ร้อนของตัวเอง

เพลงที่นำมาร้องเมื่อกี้ คือ เพลง รอน้องกลับนา

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ตอนแรกคือมีแค่เนื้อเพลงมาก่อนยังไม่ได้มีชื่อมาเลย ได้ชื่อเพลง รอน้องกลับมา คือได้มาทีหลังจากที่เราทำเนื้อเพลงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเนื้อหาของเพลงก็ประมาณว่ารอน้องในหนองในบึงรอเธออยู่นะ มีกลิ่นอายลูกทุ่งอยู่ครับ" 

เป็นคนที่ชอบร้องเพลงมากๆจริงๆเพราะว่าครั้งที่แล้วที่ ตั๊ก ภรรยามาออกรายการบอกว่า นุ้ย ชอบร้องคาราโอเกะมาก ร้องได้ทั้งวัน

นุ้ย เชิญยิ้ม : "เราก็บอกเขาว่าถ้าคุณไม่ให้เราร้องที่บ้าน หรือจะให้เราไปเปิดคาราโอเกะร้องที่อื่นล่ะ เขาก็บอกว่าร้องที่บ้านเถอะ เราก็ร้องตั้งแต่เช้า คือ เราร้องแล้วเราก็ไลฟ์สดด้วย เราครั้งหนึ่งก็ 2-3 ชั่วโมง แล้วคนดูต้องไม่เกิน 20 คน เพราะเราคอยไลฟ์แล้วทีนี้ ไอ้แจ๊ส แกล้งเราไงแชร์ที่เราไลฟ์ไปแล้วคือ แฟนมันมีแต่เกรียนๆ ก็เข้ามาคอมเมนท์แซวเราเต็มไปหมด ไม่ได้มีขอเพลงมาเลย หลังๆ มาเรากำหนดไว้เลยไม่เกิน 20 คน ถ้าเกิน 30 ผมปิดไลฟ์เลย คือ เราอยากให้คนที่เขาอยากฟังเพลงจริงๆ เข้ามาฟังในไลฟ์ แต่ถ้าถามโน้นนี่ไม่ต้องเลย ใครถามเพลงอะไรมาเราก็สามารถตอบได้หมด สายยันต์ ดังปีไหนเราก็ตอบได้ ต้องลูกทุ่งเท่านั้น หรือบางวันอาจจะเป็นเพื่อชีวิตบางเพราะแนวไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่" 

นุ้ย อยากเป็นนักร้องเหรอ ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "คือผมอยู่วงดนตรีมาตั้งแต่อายุ 13 เป็นเด็กเก็บของตั้งของ พอรถขนของมาถึงผมก็เตรียมขนของเอามาตั้งบนเวที แล้วก็เก็บของขึ้นรถ ก็ชอบร้องเพลงตั้งแต่ตอนนั้น แต่เราได้เล่นตลก แต่ก็ได้ร้องเพลงก่อนนะครับก่อนที่จะเล่นที่วงเขาเห็นเราร้องเพลงได้ร้องเพลงดี แล้วเขาก็เล่นตลกด้วย" 

เพราะรักการเพลงมากเลยเปิดค่ายเพลงเลย ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ใช่ครับ ชื่อว่าลีลาเรคคอร์ด รายได้ไม่มี แต่รายจ่ายถล่มถลายเลย ศิลปินท่านแรกก็ทำรายจ่ายถล่มเลยครับ แล้วปิดไม่ได้ด้วยเพราะผมทำสัญญา 200 กว่าปี ผมเคยออกอัลบั้มแล้วครับ อัลบั้มแรกที่ทำคือ อย่าบอกใครนะ คือจะบอกว่าอัลบั้มนั้นทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้เลย ทำมา 12  ปีแล้ว ในอัลบั้ม 12 ปี แล้วเงียบทุกเพลง (หัวเราะ)"

นอกเหนือจากเปิดค่ายเพลงแล้ว ยังทำหนังอีกต่างหาก เป็นยังไงบ้างในการลงทุน ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "หนังใหญ่มีทุนการทำหนังอยู่ 4 ล้านครับ ตอนนั้นคือเราขอให้เพื่อน พี่ น้อง ในวงการตลกทั่วฟ้าเมืองไทยมาช่วยกัน รวมถึงภรรยาของผมด้วย ตอนนั้นให้เขามาเล่นรับบทเป็นยายครับ คือ ตอนแรกว่าจะให้เขาเข้าสัก ฉากสองฉาก แต่เล่นยาวเลยมีบู๊ด้วยแต่เราก็บอกว่าไม่เป็นไรเราให้คนมาแสดงแทนตรงนั้น แต่เพราะเขาต้องรับบทเป็นยายต้องแต่งหน้าเยอะ แล้วคือ ตั๊ก เขาเป็นคนที่ห่วงหน้ามากเลย ต้องทำเอฟเฟคที่หน้าเผื่อให้ดูแก่แล้วต้องทากาวทั้งหน้า แล้วคือ หน้าเข้าผื่นขึ้นเต็มหน้าเขานั่งร้องไห้เลย เราก็สงสารเขาเลยตอนนั้น แต่เพราะเล่นไปแล้วก็เล่นให้จบแล้วกัน ไม่ได้ค่าตัวด้วยนะครับ (หัวเราะ)"

"เราก็รักษาหน้าให้เขา แต่เงินที่ลงทุนทำหนังไปมันก็เข้าเนื้อเลยไปอีกเกือบล้านเราก็มีของเอาไปขาย ไปกู้เขามาอีก ภรรยารู้ก็ผ่านมา 2 ปีแล้วครับ คือที่กู้มาเอาไปให้ ตั๊ก เขาไงเขาจะได้ภูมิใจว่าเราทำหนังเราประสบความสำเร็จนะ แต่สุดท้ายคือ เราหมุนเงินไม่ทัน เราก็เลยต้องบอกเขาตรงๆ ว่าแม่พ่อไปกู้เงินมานะ ทองอะไรพ่อขายไปหมดเลยนะ เขาก็ถามว่าขายไปทำไม เราก็บอกว่าเอาไปทำหนัง เขาไม่พูดอะไรเลยสักคำ เพราะโกรธมาก แต่เขาก็โกรธไม่นานก็หายเราก็อธิบายให้เขาฟังว่าเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เขาก็เข้าใจ เราคงไม่ทำหนังอีกแล้วในชีวิตนี้ หนังที่ทำตอนนั้นชื่อเรื่องว่า ยายสั่งมาใหญ่"

แต่ นุ้ยกับตั๊ก คือ รักกันมาก ไปทำงานกลับบ้านมาเหนื่อยขนาดไหนก็ต้องเข้าครัวทำกับข้าวให้สามีทาน ?

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ไม่ต้องก็ได้นะ ขนาดไข่น้ำที่ว่าทำง่ายๆ แล้วยังไม่ได้เลย คือ เราก็บอกเขาไปตามตรงเลย เพราะวันนั้นที่เขาทำให้เราทานแล้วเขาถามว่าอร่อยไหม เราก็บอกว่าเอาความจริงเลยนะ ไม่อร่อย (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าดีแล้วที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าเราบอกว่า แม่อร่อยสุดยอดเดี๋ยวเขาทำตายเลยทีนี้"

ถึงจะรักกันมากขนาดไหน แต่ก็มีทะเลาะถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลย เรื่องมันเกิดจากอะไร

นุ้ย เชิญยิ้ม : "คือเรื่องมันเกิดจากการสั่งกาแฟ คือเราสั่งให้แม่บ้านที่บ้านเขาชงกาแฟไปแล้ว ทีนี้ ตั๊ก เขาก็เดินมาสั่งอีกเราก็บอก ตั๊ก ว่าพ่อสั่งให้เรียบร้อยแล้ว มันไม่มีสาระที่จะมาทะเลาะอะไรกันเลย แต่วันนั้นเราต้องขับรถไปทำงานด้วยกันเราเลยขับเร็ว 130 เลยแล้วเหยียบเบรกเขาก็หงายหน้าหงายหลัง เราตั้งใจขับแบบนั้นเลย พอเข้าปั๊มจะไปเติมน้ำมันเขาเปิดประตูจะหนีออกผมล็อคคอเขาเลยไม่ให้ไปความวุ่นวายทั้งหมดเกิดในปั๊ม เขาก็ร้องว่าช่วยด้วยๆ ชายกระโปรงขึ้นมาอยู่ที่คอ เด็กปั๊มก็มองเอาไงดีๆ เขาก็ถามว่าพ่อมาทำกับแม่แบบนี้ทำไม เราก็บอกเขาว่าพ่อสั่งกาแฟแล้วแม่มาสั่งซ้ำไม่ให้เกียรติกันเลยแล้วแค่นี้นะ เราก็ปรับความเข้าใจกันในปั๊มสัก 15 นาทีเราเปิดอกคุยกัน"

นุ้ย เชิญยิ้ม : "คนเรามันก็มีเรื่องบ้างปากเสียงต้องมีทะเลาะกัน แต่เรื่องแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้นเรา เข้าใจครับวันนั้น ว่าเราผิด ต้องบอกว่าผมตอนนั้นเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นคนที่อารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย มันคือ นิสัยเลย สะสมความที่เราเอาแต่ใจตัวเองมานจนถึงเมื่อปี 62 เอานิสัยไม่ดีของตัวเองตรงนี้ไปทะเลาะกับเขาอีกที่ เพชรบูรณ์อีก 1 กิโลถึงวัดผาซ่อนแก้วแล้วแต่รถติดมากเพราะเป็นเทศกาล แต่รถติดมากเราก็หงุดหงิดมากเราตะโกนเลย กลับ! ในรถมีเพื่อนแม่ แม่ ทั้งรถคือเงียบทั้งคันก็กลับกันเลยมาที่ พิษณุโลก พอถึงที่บ้านแม่คือ ด่าเราไม่ต้องกลับมาที่บ้านอีกเลย แต่ตั้งแต่วันนั้นมาทำให้เราสำนึกรู้สึกตัวเองเลย ทุกสิ่งทุกอย่างพังเพราะอารมณ์เราหมดเลย พอเราสำนึกได้เรากลับไปขอโทษแม่ยายเข้าไปขมาแต่เขาไม่ยอมคุยกับเราเลย แต่ตอนวันเกิดเราเขาก็ไลน์มาบอกว่า ขอให้ลูกมีความสุขมากๆนะในวันเกิดปีนี้ ขอให้ครอบครัวมีความสุข และลูกมีหน้าที่การงานดีๆยิ่งๆขึ้นไป แม่ขออวยพรให้ลูกนะ และอย่ากวนส้น_นแม่อีก แต่ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่เราทำวันนั้นคือ ยังไม่ได้เจอหน้า แม่ยายเลยเพราะเราไม่ได้กลับที่ พิษณุโลก ด้วยครับ แต่ถ้าได้กลับไปเราก็ตั้งใจที่จะไปขมาอีกครั้งแบบจริงจัง แต่ตอนนี้แม่ก็ยังโทรมาอยู่เพราะแม่เขาจะจัดกฐินในเดือน ตุลาคมนี้"

 ก่อนที่จะกลับไปพิษณุโลกอยากจะบอกอะไรแม่ยายไหม ในสิ่งที่เราทำผิดพลาดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ??

นุ้ย เชิญยิ้ม : "ขอบคุณแม่มากๆ ขอบคุณแม่อ้อย ที่ให้ความรัก เมตตา นุ้ย เหมือนลูกแท้ๆของแม่เลยตั้งแต่คบกับตั๊ก ตั้งแต่แต่งงานกัน จนปัจจุบันนี้ แม่ก็ยังเมตตาผมอยู่สิ่งไหนที่ผมทำไม่ดี สิ่งไหนที่ผมมทำให้แม่ร้องไห้ ทำให้แม่ไม่สบายใจ ผมขอโทษแม่ตรงนี้ด้วยนะครับ เดี๋ยวถ้าผมขึ้นไปที่พิษณุโลก เมื่อไหร่ผมจะไปกราบขอโทษแม่อีกครั้งนะครับ รักแม่นะครับ"

ติดตามชม รายการต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ที่ ยูทูป

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 19, 2020 at 06:58PM
https://ift.tt/35TgBzg

"นุ้ย เชิญยิ้ม" สำนึกผิดเคยทำครอบครัวร้าวเพราะอารมณ์ร้อน ยกมือไหว้ขอขมาแม่ยาย - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Thursday, September 17, 2020

กู้ก่อนเดี๋ยวค่อยหาคืน : "ฮิคส์" และ "ยิลเล็ตต์" 2 ลุงยอดนักกู้ที่ทำให้ลิเวอร์พูลวิ่งชนหายนะ - Sanook

karitosas.blogspot.com

เพราะการหาเงินเองเพื่อเข้ามาพัฒนาองค์กรนั้นคือสิ่งที่ไม่ได้ทำกันง่ายๆ ดังนั้นมันจึงมีวิธีที่ง่ายกว่าการสร้างรายได้แต่ได้เงินมาอย่างรวดเร็ว คือ "การกู้เงิน" นั่นเอง

แม้มันจะเป็นวิธีที่ง่าย แต่การกู้หมายถึงการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยการวางแผนเป็นอย่างมาก และผู้กู้ก็ควรมีความสามารถในระดับหนึ่งในการรับผิดชอบเงินจำนวนนี้ รวมถึงดอกเบี้ยที่จะตามมา

ครั้งนี้เราจะมาดูตัวอย่างของผู้นำที่ไร้ซึ่งระบบการทำงานและทำผิดหลักการวางแผนทุกๆ อย่าง นั่นคือ ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ ยิลเล็ตต์ เจ้าของฉายา "ปลิงมะกัน" ที่กู้เงินสนั่นจนอดีตองค์กรของพวกเขาอย่าง ลิเวอร์พูล ... เกือบล่มจมเลยทีเดียว

เปิดรับสิ่งใหม่  

แชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ของ ลิเวอร์พูล เกิดขึ้นในปี 2005 จากการนำทีมของชายชาวสแปนิชชื่อว่า ราฟา เบนิเตซ ช่วงเวลานั้น ลิเวอร์พูล ถือว่าเป็นสิงห์บอลถ้วยเลยก็ว่าได้เพราะ "กึ๋น" ของ ราฟา ทำให้พวกเขาเป็นทีมเล่นบอลแบบเน้นผลนัดต่อนัดได้เก่งกาจที่สุดทีมหนึ่ง ดังนั้นถึงแม้ ลิเวอร์พูล ในช่วงนั้นยังไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ แต่ก็มีรางวัลมาประดับประดาตู้โชว์ของสโมสรอยู่เป็นระยะๆ 

ดังนั้นในแง่ของชื่อเสียงและมูลค่าทางการตลาดก็ต้องพูดว่าเกาะอันดับท็อป 10 ของโลกไม่เคยหลุดตำแหน่ง ซึ่งการเป็นทีมที่ "ทำเงิน" ได้ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในช่วงปี 2007 

1

อย่างที่ทุกคนรู้กัน ลิเวอร์พูล เป็นทีมหนึ่งซึ่งมีความเป็นท้องถิ่นนิยมสูงมาก เจ้าของทีมชุดแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ของพวกเขาคือ เดวิด มัวร์ ที่เป็นชาวเมือง ลิเวอร์พูล ขนานแท้และเป็นเหมือนกับสายเลือดของสโมสร เพราะครอบครัวของเขาเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นของ ลิเวอร์พูล มาตั้งแต่ปี 1950 เรียกได้ว่าเรื่องของความรักสโมสรนั้น มัวร์ ไม่เป็นรองใครแน่นอน 

ทว่าเมื่อยุคสมัยของฟุตบอลนั้นได้เปลี่ยนไป ความโบราณและประเพณีเดิมๆ อาจจะยังเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและเปิดรับสิ่งใหม่ที่ดีขึ้นก็ยากที่จะพาทีมไปอีกระดับได้ สิ่งที่ มัวร์ มอง ณ เวลานั้น คือความต้องการกลุ่มทุนจากภายนอกเพื่อเอาเงินเข้ามาให้กับสโมสรเพื่อสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่ที่ใหญ่ขึ้น สร้างรายรับให้ได้มากขึ้น เหมือนกับที่ เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ที่ได้นายทุนต่างชาติเข้ามาเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของทีมไปในทิศทางที่ดีขึ้นนั่นเอง

และการมองหาผู้เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แทน ก็เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ มัวร์ และ แฟน ลิเวอร์พูล ไม่เคยคิดว่าจะต้องเจออย่างแน่นอน มัวร์ ได้พบกับนักธุรกิจชาวอเมริกัน 2 คน ที่ชื่อว่า ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ ยิลเล็ตต์ ในฐานะแฟนบอลลิเวอร์พูลคนหนึ่ง มัวร์ ได้เข้าประชุมกับ 2 เศรษฐีชาวมะกัน และได้พบว่านโยบายของทั้งคู่จะนำสิ่งดีๆ กลับมาให้กับสโมสร โดยเฉพาะเรื่องของเงินทุนที่สโมสรกำลังต้องการนั่นเอง 

ณ เวลานั้นมีความคลางแคลงใจอยู่บ้าง เนื่องจากหากมีการขายสโมสรให้กับ ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ ก็จะทำให้นี่เป็นครั้งแรกที่ ลิเวอร์พูล จะมีเจ้าของสโมสรเป็นชาวต่างชาติ มันเป็นเหมือนการเปิดรับวัฒนธรรมที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และนั่นทำให้ใครหลายคนแอบระแวงลึกๆ ว่าอาจจะมีเรื่องที่เป็นแง่ลบเกิดขึ้น โดยเทียบกับเจ้าของชาวอเมริกันของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างตระกูลเกลเซอร์ ซึ่งเข้ามาเทคโอเวอร์และกลายเป็นที่เกลียดชังในหมู่แฟนเดนตายของทีม ถึงขนาดมีการไปตั้งสโมสรแยกออกมาเลยทีเดียว 

ทว่าสุดท้ายแล้ว หลังจากการเจรจาเป็นที่สิ้นสุด ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ ก็สามารถเทคโอเวอร์สโมสรได้สำเร็จ ณ เวลานั้นยังไม่มีกฎ FFP (ไฟแนนเชียลแฟร์เพลย์) หรือกฎการเงินที่บังคับให้แต่ละสโมสรใช้เงินให้ไม่เกินรายรับที่หาได้ ทำให้สามารถใช้เงินจากเจ้าของสโมสรซื้อนักเตะได้โดยตรง ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ ก็ยืนยันว่าเดี๋ยวจะควักเงินจัดชุดใหญ่ให้แน่นอน เพียงแต่ว่าเงินที่จะจัดหนักครั้งนี้ ไม่ใช่เงินที่พวกเขาทั้งคู่เป็นคนหามาเอง ...

กู้ก่อนค่อยคิดที่หลัง

ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ เหมือนกับจับเสือมือเปล่าสำหรับการขายฝันผ่านลมปาก พวกเขาไม่ควักเงินตัวเองสักบาท เหมือนกับ โรมัน อบราโมวิช หรือ ชีค มานซูร์ เจ้าของของ เชลซี และ แมนฯ ซิตี้...เพราะการกู้เงินคนอื่นมาใช้มันตัดสินใจง่ายกว่ากันเยอะ 

2

ทั้งคู่ใช้เวลาเพียงแวบเดียว กู้เงินมาถึง 350 ล้านปอนด์ จาก ธนาคาร รอยัล แบงค์ ออฟ สกอตแลนด์ (RBS) โดยมีกำหนดชำระหนี้ทั้งหมดในปี 2010 

การกู้นั้นไม่ผิด แต่ปัญหาคือการกู้เงินแล้วไม่วางแผนการใช้ต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง เพราะเงินที่กู้มาไม่สามารถเอาไปทำให้รายรับงอกเงยได้ และไม่ได้ใช้เพื่อปรับโครงสร้างสโมสรไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่โปรเจ็กต์ นิว แอนฟิลด์ ก็ถูกพูดถึงทุกปีแต่กลับไม่ได้เริ่มเลยสักปี ซึ่งในโลกของธุรกิจนั้นไม่มีเวลาให้อ้อยอิ่งทำอะไรไร้สาระ เพราะเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้เรียกดอกเบี้ยจาก ลิเวอร์พูล ถึงปีละ 35 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อ ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ เข้ามา ฟอร์มการเล่นในสนามก็มีแต่แย่ลง ราฟา เบนิเตซ ที่เคยทำทีมได้แชมป์ทุกปี กลับไม่เคยได้แชมป์อีกเลยในยุคของเจ้าของใหม่ ใกล้เคียงที่สุด คือ การเป็นรองแชมป์ลีกในฤดูกาล 2008-09 ซึ่ง ณ นาทีนั้น ราฟา ถามไถ่หาเงินเสริมทัพทันทีหลังจบฤดูกาล เพราะอีกเพียงไม่กี่ก้าวพวกเขาก็จะไล่ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด ทันแล้ว 

ทว่าเมื่อหันกลับไปถามเจ้าของทีม กลับมีคำตอบว่า "เงินไม่มีแล้ว" ถ้าอยากจะซื้อนักเตะใหม่ก็ต้องขายนักเตะเก่าออกไป ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่ ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ บอกไว้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาขาลงอย่างเต็มรูปแบบของ ลิเวอร์พูล นักเตะดังทยอยย้ายออกเพื่อหาเงินเข้าสโมสรทั้ง ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ และ ชาบี อลอนโซ่  

3

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวที่ซื้อเข้ามาใหม่ก็เป็นการซื้อที่ไร้คุณภาพ กล่าวคือจะซื้อตัวที่ดีที่สุด ก็ซื้อไม่ได้เพราะเงินไม่พอ ครั้นจะซื้อตัวที่พอมีแววมาปั้นต่อก็เหลวไม่เป็นท่าอีก เพราะเครือข่ายแมวมองและทีมวิเคราะห์ไม่เก่งพอเช่นกัน ซึ่งจุดนี้สำคัญมาก หากลองมาเปรียบเทียบกับ ลิเวอร์พูล ยุคปัจจุบันที่ "ซื้อเป็นโดน" ก็มีเบื้องหลังจากทีมงานซื้อนักเตะที่พวกเขาให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และใช้เงินกับการวิเคราะห์นักเตะรวมถึงค่าเอเย่นต์มากกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

ผลงานในสนามที่น่าปวดหัว บางปีหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่ 2 เดือนแรก ยังไม่เท่ากับเรื่องราวของทีมบริหารที่บริหารทีมแบบคนไม่เป็นงาน ขาดทุนทุกปี หลังจากนั้นเจ้าหนี้ได้เดินมาเคาะประตูสโมสร และบอกว่า ถึงกำหนดใช้หนี้แล้ว จ่ายมาเสียดีๆ.. ซึ่งคำตอบที่ลิเวอร์พูลในยุค "ปลิงมะกัน" ตอบกับเจ้าหนี้นั้น เหมือนกับตอนที่พวกเขาบอกกับ ราฟา ไม่ผิดนั่นก็คือ "ไม่มี" เท่านั้นแหละเป็นเรื่องทันที 

การไม่มีเงินจ่ายหนี้ รวมถึงการที่หลายฝ่ายชี้ชัดๆ ว่าทำอย่างไรก็ไม่มีทางหาเงินมาเพิ่มได้ในอนาคต ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากเจ้าหนี้อย่าง RBS นำเรื่องไปแจ้งกับ เอฟเอ ... ลิเวอร์พูล จะต้องถูกลงโทษแน่นอน ร้ายแรงที่สุดคือการปรับตกชั้นเลยทีเดียว

4

มาถึงตรงนี้ทุกคนรู้ว่า ฮิคส์ กับ ยิลเล็ตต์ ถูกบีบจากทั่วทุกสารทิศ และสุดท้ายการเข้ามาดูดเงินของสโมสรก็จบลงภายในระยะเวลา 3 ปี ด้วยการขายสโมสรต่อให้ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี่ เศรษฐีคนบ้านเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นผู้เริ่มต้นยุคสมัยแห่งความเรืองรองของ ลิเวอร์พูล ณ ปัจจุบันอย่างแท้จริง

การเลือกคนผิดเข้ามาบริหาร คือสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ไม่ยอมผิดพลาดซ้ำสอง ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ เกือบทำให้สโมสรต้องด่างพร้อยในหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยการบริหารทีมจนเรื่องการเงินเละเทะไปหมด ... แต่ความผิดร้ายแรงของพวกเขายังไม่จบแค่นั้น ที่แย่ไม่แพ้กัน คือ พวกเขาเป็นคนที่แฟนบอลลิเวอร์พูลเลือกยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม.. นั่นก็เพราะปากของพวกเขานั้นเก่งเกินความสามารถไปเยอะ

ผิดพลาดให้ถึงขีดสุด

ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ เข้ามาทำลายวัฒนธรรมและประเพณีที่ทีมภาคภูมิใจมาตลอด อย่างน้อยๆ ก็เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลกับเจ้าของสโมสร ที่โดยปกติแล้วควรต้องอยู่ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งพวกเขาทำลายมันเสียเละเทะ 

คำพูดและการกระทำ คือสิ่งที่แฟนบอลสัมผัสจากพวกเขาได้ง่ายที่สุด และสิ่งที่ ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ พูดหรือทำ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์แย่ลงทั้งนั้น 

5

"ผมยอมรับว่า ผมคิดผิดที่ขายหุ้น แต่ยืนยันว่า ผมไม่มีนอกมีใน เรื่องดังกล่าว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเขาจะมาสร้างหนี้ให้สโมสร" เดวิด มัวร์ ผู้ขายสโมสรให้ทั้ง 2 คน ยอมรับว่าการกระทำของเขามันผิดพลาดเสียจนทำให้เสียใจกระทั่งทุกวันนี้

ฮิคส์ และ ยิลเล็ตต์ ขายคำโกหกไปวันๆ เรื่องการซื้อนักเตะดังที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เรื่องสนามใหม่ที่เคยบอกไว้ว่า "หลังจากได้ตำแหน่ง พลั่วและจอบจะต้องอยู่ในดินภายใน 60 วัน" ซึ่งที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงสักอย่าง

นอกจากนี้ยังมีวาจาที่เป็นดังอาวุธ แต่เป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายพวกเดียวกันเอง ทั้งคู่ชอบออกมาพูดอะไรที่ไม่สมควรพูด วิจารณ์นักเตะตัวเองผ่านสื่อ ซึ่งเรื่องนี้ ร็อบบี้ คีน เคยโดนไปเต็มๆ รวมไปถึงการวิจารณ์การทำงานของ ราฟา เบนิเตซ ว่าไม่เก่งจริงจึงทำให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้ให้เงินแต่อย่างใด นอกจากนี้สำคัญที่สุด คือแซว สตีเว่น เจอร์ราร์ด แบบเลยเถิด ด้วยการบอกว่า "กัปตันทีมของเราแต่งงานกับเกย์" (ภรรยาเจอร์ราร์ดชื่อ อเล็กซ์ ซึ่งปกติแล้วมักจะเป็นชื่อผู้ชาย) 

ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ผิดพลาดไปทุกอย่างจนแทบหาข้อดีไม่เจอ ทุกครั้งที่มีการโหวต ทั้งคู่จะได้รับเลือกในฐานะเจ้าของทีมที่แฟนบอลเกลียดที่สุดตลอดกาล.. 

การได้เป็นเจ้าคนนายคนหรือทำงานในระดับบริหารนั้น จะบอกว่า "รัก" อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีฝีไม้ฝีมือ มีกึ๋นที่จะทำให้องค์กรเดินไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งด้วย การกู้เงิน 350 ล้านปอนด์ อาจจะเป็นสิ่งที่กดให้ ลิเวอร์พูล อยู่ในยุคตกต่ำอยู่หลายปี ทว่าสุดท้ายแล้วเงินก้อนนี้ก็สอนให้พวกเขารู้ว่า ก่อนจะเลือกใครเข้ามาเป็นผู้นำจงคิดให้ดี เพราะผู้นำโง่เราอาจจะตายกันหมดก็เป็นได้..

6

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 17, 2020 at 07:27PM
https://ift.tt/2Efa7PK

กู้ก่อนเดี๋ยวค่อยหาคืน : "ฮิคส์" และ "ยิลเล็ตต์" 2 ลุงยอดนักกู้ที่ทำให้ลิเวอร์พูลวิ่งชนหายนะ - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

'สตาร์ทรถ' เรื่องสำคัญแต่ถูกมองข้าม! - เดลีนีวส์

karitosas.blogspot.com

"สตาร์ทรถ" เรื่อง่ายๆของการเริ่มขับรถยนต์คู่ใจ แต่ด้วยความที่มันง่ายซะเหลือเกิน ก็อาจจะทำให้หลายๆคนมองข้าม "ารสตาร์ทรถยนต์อย่างถูกวิธี" เพื่อยืดอายุมอเตอร์สตาร์ท(ไดสตาร์ท) และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ให้มีสุขภาพดีและอยู่คู่รถของเราไปนาน ๆ วันนี้ "รู้ก่อนเหยียบ" ขอนำเสนอเทคนิคการสตาร์ทรถอย่างถูกวิธี มาฝากกันครับ

ตำแหน่งต่าง ๆ ของสวิทช์กุญแจรถยนต์
ตำแหน่งแรกคือ Lock : เมื่อเราเสียบกุญแจเข้าไป เป็นตำแหน่งที่เครื่องยังดับอยู่ และยังใช้ล็อกพวงมาลัย
ตำแหน่งที่สอง ACC : เป็นตำแหน่ง ในการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อเปิดใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในรถโดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่อง แต่ไม่ควรใช้เป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากจะส่งผลให้แบตเตอรี่หมด จนไม่เหลือพอในการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้
ตำแหน่งที่สาม On : ในตำแหน่งนี้แรงดันไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังระบบต่าง ๆ โดยมีไฟเตือนโชว์บนหน้าปัด เพื่อแสดงสถานะความพร้อมใช้งาน
ตำแหน่งที่สี่ Start : ในตำแหน่งนี้ เมื่อเราบิดกุญแจไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังมอเตอร์สตาร์ท (ไดสตาร์ท) เพื่อหมุนฟลายวีล ที่ติดอยู่กับชุดเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อฉุดให้เครื่องยนต์หมุน ในขณะเดียวกันนั้นระบบจุดระเบิดก็จะทำงานส่งผลให้เครื่องยนต์ติดในที่สุด อย่างไรก็ตามในตำแหน่งนี้ต้องปล่อยมือเมื่อเครื่องยนต์ติด หากบิดค้างไว้จะส่งผลให้เฟืองมอเตอร์สตาร์ท และเฟืองฟลายวีล เสียหายได้

เทคนิคสตาร์ทอย่างถูกวิธี
-ตรวจตำแหน่งการเกียร์ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หรือ N ถ้าอยู่ในตำแหน่งอื่นก็แค่สตาร์ทไม่ติดเท่านั้น แต่ในเกียร์ธรรมดาจะแตกต่างออกไป หากไม่ได้ปลดเกียร์ว่างก่อนสตาร์ทอาจส่งผลให้รถพุ่งชนสิ่งต่าง ๆ ที่ขว้างหน้าจนเกิดความเสียหายได้
-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอร์ วิทยุ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เพื่อให้ได้กำลังไฟสูงสุดจากแบตเตอรี่ จ่ายไปยังระบบสตาร์ท บางท่านคงคิดว่าไม่เห็นต้องปิดก็สตาร์ทได้ จริงอยู่ว่าสามารถทำได้ แต่จะเป็นการเพิ่มภาระให้มอเตอร์สตาร์ทและเครืองยนต์ทำงานหนัก ส่งผลให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น และในกรณีที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมอาจทำให้ไม่มีกำลังไฟเพียงพอในการสตาร์ทเครื่องยนต์
-ตรวจสอบไฟเตือน เมื่อบิดกุญแจไปในตำแหน่ง On ควรตรวจสอบว่าไฟแสดงสถานะของระบบต่าง ๆ โชว์บนหน้าปัดครบและดับลง นอกจากนั้นควรสัเกต ว่ามีสิ่งผิดปกติหลังเครื่องยนต์ติดหรือไม่ ทั้งอาการสั่นของเครื่องยนต์ หรือ เสียงที่ผิดปกติ
-ไม่สตาร์ทแช่-ยาว เมื่อรถสตาร์ทติดยากไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ควรหลักเลี่ยงการสตาร์ทแช่ยาวเกิน 15 วินาที เพราะจะส่งผลให้มอเตอร์สตาร์ทเสียหายได้ นอกจากนี้ต้องเว้นระยะห่างในการสตาร์ทครั้งต่อ 15 วินาทีเป็นอย่างน้อย

ด้วยวิธีง่ายๆ กับการเสียเวลาเพียงแค่เล็กน้อย เอาใจใส่ "การสตาร์ทอย่างถูกวิธี" ให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้รถยนต์ของท่านมีสุขภาพดีและยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าอย่างที่คาดไม่ถึงได้อีกด้วยนะครับ...

..................................
คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ 
โดย "ช่างเอก"
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ changaek_106@hotmail.com

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 17, 2020 at 06:00PM
https://ift.tt/2RzJbgH

'สตาร์ทรถ' เรื่องสำคัญแต่ถูกมองข้าม! - เดลีนีวส์
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Tuesday, September 15, 2020

เอาอยู่ ! แลมพาร์ด ชี้ แรงกดดันเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานผู้จัดการทีมฟุตบอล - 90min

karitosas.blogspot.com
Frank Lampard
Brighton & Hove Albion v Chelsea: Pre-Season Friendly | Steve Bardens/Getty Images

แฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีปัญหากับการแบกรับแรงกดดันหรือความคาดหวังต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาในฤดูกาลนี้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องาน

"ทุก ๆ นาทีที่ได้ทำงานเป็นผู้จัดการทีม เชลซี คือเรื่องดีสุดสำหรับชีวิตอย่างแท้จริง และก็ยอมรับด้วยว่าเมื่อฤดูกาลก่อนทุกอย่างมันง่ายเพราะผมไม่ต้องแบกรับแรงกดดันใด ๆ เลย แต่มันก็เหมือนช่วงโปรโมชั่นของปีแรกนั่นแหละ เพราะเรื่องนี้มันคู่กับงานฟุตบอลอยู่แล้ว" แลมพ์ กล่าวผ่านเว็บไซต์ทางการ

"ฉะนั้นผมเข้าใจและสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและความคาดหวังอันมหาศาลนั้นดี แต่ไม่จำเป็นต้องเครียดหรือยกมาเป็นปัญหาหนักอก สิ่งที่ควรทำคือเปลี่่ยนมันให้เป็นพลังเพื่อขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้าแทนซะ"

"ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีสุดสำหรับการคุมทีม เชลซี หรือเปล่า แต่เมื่อผมเข้ามาแล้วก็จะขอโฟกัสให้เต็มที่ ทุ่มเทสุดหัวใจเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นไปจนถึงประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้"

สนับสนุนบทความของแท้ไม่ก็อปปี้ต้อง 90min.com เท่านั้น!
*ไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความหรือรูปภาพไม่ว่าวิธีใดๆ หากฝ่าฝืนมีความผิดตามกฏหมายที่ระบุไว้สูงสุด

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 14, 2020
https://ift.tt/3mAyvwC

เอาอยู่ ! แลมพาร์ด ชี้ แรงกดดันเป็นส่วนหนึ่งของเนื้องานผู้จัดการทีมฟุตบอล - 90min
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

"ตั๊ก มยุรา" สาวสองพันปี เผยเคล็ดลับหน้าเด็ก ผมสวย กับวัยที่ยังดูสาวสะพรั่ง - Sanook

karitosas.blogspot.com

สมแล้วที่ใครๆ ก็เรียกว่า สาวสองพันปี ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ตั๊ก-มยุรา เศวตศิลา ยังคงความสวยเหมือนสตาฟความงามเอาไว้ จนลืมอายุ รายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 จึงได้เชิญนักแสดงคุณภาพ มาถามเคล็ดลับความสวยคงกะพัน พร้อมทั้งอัพเดทผลงานละคร เพลิงนาง ที่เจ้าตัวเผยว่าเล่นเรื่องนี้ปล่อยสุดพลังมากทำเอาความดันขึ้นสูงไม่รู้ตัว


ดูแลตัวเองทุกวินาทีแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน

ตั๊ก มยุรา : ดูจนสามีนึกว่าเราเป็นประสาทหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้ดูอะไรขนาดนั้น เราก็แค่ดูว่าเสื้อตัวนี้มันมีกลิ่นหรือเปล่าอย่าใส่นะ กางเกงยวนยานไปหรือเปล่าอย่าใส่นะ หน้าดำไปหรือเปล่าเติมหน่อย แต่อยู่บ้านเราจะไม่แต่งนะ แต่ก็จะมีทากันแดด ทาลิปมันอะไรให้มันมีสีหน่อย


แต่ถึงหน้าจะไม่แต่งได้ แต่ผมคือต้องดูแลตลอดเวลา ??

ตั๊ก มยุรา : หัวห้ามเหม็น แล้วคือ คุณหนุ่ย สามีเราคือเขาเป็นคนเก็บรายละเอียดตลอดเวลา คือ อย่างล่าสุดเรานอนอ้าปาก คือเราเป็นคนที่นอนหงายแล้วเวลาเราเหนื่อยมากๆมันก็คงอ้าปากออกมาเอง แล้วทีนี้ พี่หนุ่ย เขาคงตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าเรานอนอ้าปาก แล้วเขาก็มาบอกเราว่า คุณสงสัยเมื่อคืนนอนหลับสนิทมากใช่ไหมช่วงนี้ ถึงนอนอ้าปาก (หัวเราะ) คือเราเลยต้องดูดีตลอดเวลา เพราะถ้าเราไม่ดูดีเขาก็มองคนอื่นด้วยไง มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องดูแลตัวเองตลอดเวลา

ตั๊ก มยุรา :  แต่ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่ดูแลตัวเองนะคะ สามีเราอยู่บ้านเขายังคาดเข็มขัดเลย เฉพาะเราก็ต้องดูแลตัวเองให้เหมือนกับที่เขาดูแล จะมานั่งปล่อยตัวเองไม่ได้


เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเลยนะที่ว่าเราเป็นผู้หญิงเราต้องดูแลตัวเอง แต่เห็นว่าถ้าอะไรที่เกี่ยวกับผมยิ่งโดยเฉพาะ อะไรที่เป็น สารเคมี คือจะไม่ให้ถูกเลย ???

ตั๊ก มยุรา : ไม่ใส่เลยค่ะ สเปรย์ ไม่ใส่แต่นิดหน่อย ใส่เพื่อแค่ให้จัดทรงได้แค่นั้น พอกลับบ้านเราไปเราก็ไปสระผมเลย แต่สมัยก่อนคือ ไม่ใส่เลย ผมดีกว่านี้มาก


ยังคงสภาพความสวยงามเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแบบนี้หลายคนอยากรู้ว่าตอนนี้ พี่ตั๊ก อายุเท่าไหร่ ??

ตั๊ก มยุรา : จำไม่ได้ (หัวเราะ) จริงๆนะ  เราจำได้แค่ตัวเลขข้างหน้านิดหน่อย ขนาดเวลาที่ คุณหนุ่ย เขาจะคุยอายุเรากับเพื่อนเรายังทำตาเขียวใส่เขาเลย แล้วบอกเขาว่า คุณหนุ่ย ไม่ได้นะผู้หญิงเขาไม่บอกอายุกัน เขาก็บอกเรากลับมาว่าไม่เห็นเป็นไรเลยคุณก็ยังสวยอยู่เลย เราก็บอกว่าไม่ได้ (พี่จำไม่ได้จริงๆ) เอาเป็นว่าพอสมควรแล้ว


ที่ถามอายุไม่ใช่อะไร เพราะคือ ร่างกาย พี่ตั๊ก ดูไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ตั๊ก มยุรา : ถามว่าเราเหนื่อยไหม กับการที่เราต้องดูแลตัวเอง เราพูดกับสามีประจำเลยว่าถ้าชาติหน้ามีจริงเราอยากเกิดเป็นผู้ชาย เพราะผู้ชายมันง่ายไม่ต้องดูแลตัวเองอะไรมากมาย

ตั๊ก มยุรา : พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นดูแลตัวเองยังไงนะ แต่เราเป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ปาร์ตี้คืออะไรเราไม่รู้จัก ในรุ่นเราวัยเราคือการออกไปทานข้าวกับแบบครอบครัว คุยกันเรื่องงาน เรื่องทำบุญ คุยเรื่องครอบครัวเป็นยังไง แต่ปาร์ตี้เป็นยังไงเราจำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่ชอบ แต่เราไปเดินซื้อของบ้าง แต่เราก็ไม่ได้ไปเป็นกลุ่มใหญ่เพราะเวลาเราไปกันเยอะๆจะเสียเงินมาก เพราะจะชวนกันซื้อ เพราะฉะนั้นพี่ชอบอยู่คนเดียว เวลาว่างก็จะอยู่กับบ้านดูแลตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ก็จะทำอาหารทานเองเพราะคนเราจะดูดีได้ต้องมาจากภายในไปสู่ภายนอก แต่เราคือออกกำลังกายตั้งแต่อายุ  27 นะ เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ออกมาตลอดสม่ำเสมอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าออกกำลังกาย ดูแลผิว  กินอาหาร นอน ทำแบบนี้จริงๆคือ เบสิต คือ ทุกคนทำได้ แต่บางคนจะแบบวันนี้กินข้าวขาหมู แต่เราไม่เราจะบังคับตัวเองเราไม่มีวันซีทเดย์เลย เพราะเราจะทานพอดีไม่ทานเกินที่เราพอเราอิ่มเราทานได้ทุกอย่างนะ แต่ไม่ได้ตามใจมากคือ ทานมากเกินไป แต่การที่เรากินเต็มที่คือจะน้อยกว่าคนอื่น แต่พอเราทานแล้วเราจะออกกำลังกายตามอายุ ตามวัยเรา

ตั๊ก มยุรา : ส่วนการนอนคือ เราจะนอนตอนห้าทุ่มแล้วตื่นสัก 7 โมงครึ่ง นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ทำให้หน้าเราฟูเด้งเลยนะ


ดูแลสุขภาพดีขนาดนี้เวลาอยู่หน้าจอในเรื่องละคร เพลิงนาง ถึงได้สวยทะลุจอ แถมบทที่ได้รับยังแสบถึงทรวงสมกับที่ทุกคนรอ ???

ตั๊ก มยุรา : คือ พี่ไม่ได้เป็นนางเอก นางฟ้า อะไรทั้งนั้น แต่เวลาเราเล่นละครแล้วด่าลูกขนาดนี้ชอบไหม พี่ไม่ชอบนะ เพราะยังถามผู้กำกับเลยว่าเราต้องด่าขนาดนี้ไหม ในเรื่องมันมีเหตุผลของมันว่าเลี้ยงลูกเมียน้อย เพราะ พลอย ลูกเราในเรื่องคือเขาไม่ใช่ลูกเราจริงๆ


คือ เพราะในเรื่องเราไม่ชอบตั้งแต่แม่

ตั๊ก มยุรา : โอ๊ย !!  ไม่มีใครชอบเมียน้อย เมียน้อยจะโกรธพี่ไม่ว่ากันนะ แต่คุณมีสิทธิ์เป็นเมียหลวงได้ เพราะในเรื่อง เมียน้อยก็อยู่ในบ้าน ลูกเมียหลวงก็อยู่ในบ้านเลี้ยงด้วยความแค้นเพราะฉะนั้นพอมีเรื่องอะไร คุณพรรณอร ก็จะปะทุออกมา ด่าน่ากลัวมาก คือแล้วถ่ายเขาไม่ได้ถ่ายฉากเดียวแล้วเดินพูดยิ้มไปมา แต่เขาถ่ายแบบด่า ด่า ด่า วันหนึ่งก็ 7 ถึง 10 ซีนความดันขึ้น มีอยู่วันถ่ายแล้ววันหนึ่งไปหาหมอ คุณหมอบอกเราว่าความดันเรา 170 แต่หมอบอกเราว่าไม่ต้องทานยา เดี๋ยวมันก็ลง คิดว่าเพราะเราเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว แบบเวลาเราด่าใครคนหนึ่ง ถ้าเราด่าแต่ปากไม่ได้ เวลาเราด่าใครสักคนให้สมจริงเราต้องด่ามาจากข้างใน เวลาเราด่าเราเลยต้องโกรธจริง หูเรานี่เสียงดังเปี้ยๆ มือเราก็ชาไปหมดเลย

ตั๊ก มยุรา : เราจำไว้เลยว่าเราโกรธใครมันไม่ดี แต่เวลาเรากลับบ้านไปเราจะไม่เอาความเครียดกลับด้วยนะ เวลาเรานั่งอยู่ในรถเราก็จะดีขึ้น แต่เราไม่รู้ว่าจะเก็บอยู่ข้างในหรือเปล่านะ


แต่หลังๆ มาเราจะเห็นหน้า พี่ตั๊ก บนหน้าจอน้อยมาเพราะเลือกรับเล่นหรือเปล่า

ตั๊ก มยุรา : มีบทมาให้เราเลือกเยอะมากเลยนะแต่เราเลือกเยอะ จะรับแค่ปีละ 1 เรื่อง แต่ถ้ามีมากๆก็หัวปี 1 เรื่องท้ายปีอีก 1 เรื่อง มันจะจบแล้วมาเจออีกหนึ่งเรื่องพอดี แล้วมันจะได้คุณภาพ บทไม่ซ้ำ หน้าไม่ซ้ำ และเรามีงานมีธุรกิจที่ต้องทำ อีกอย่างที่สำคัญคือ เรามีครอบครัวที่ต้องดู ด้วยวัยของเราขนาดนี้ เราจะไปวิ่งไปมาไม่ได้แล้ว ก่อนที่เราจะรับดูทุกอย่างเลย บท ผู้กำกับ ทีมงาน ใครผลิต ดูแม้กระทั่งช่อง ถามว่ามีเหตุผลไหมที่ต้องดูเยอะขนาดนี้ มันก็มีเหตุผลนะ คือเล่นแล้วก็อยากออกมาให้คนดู ให้ดีทุกอย่างมีคุณภาพ 


ติดตามชมรายการ ต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ที่ ยูทูป : https://youtu.be/a0Oof3eZi4A

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 15, 2020 at 06:00PM
https://ift.tt/3iB87A6

"ตั๊ก มยุรา" สาวสองพันปี เผยเคล็ดลับหน้าเด็ก ผมสวย กับวัยที่ยังดูสาวสะพรั่ง - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Monday, September 14, 2020

'ตั๊ก มยุรา' เจ้าของฉายาสาวสองพันปี เผยเคล็ดลับหน้าเด็ก ผมสวย กับวัยที่ยังดูสาวสะพรั่ง - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

karitosas.blogspot.com

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 11.00 น.

สมแล้วที่ใครๆ ก็เรียกว่า สาวสองพันปี ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ตั๊ก มยุรา เศวตศิลา ยังคงความสวยเหมือนสตาฟความงามเอาไว้ จนลืมอายุ รายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 จึงได้เชิญนักแสดงคุณภาพ มาถามเคล็ดลับความสวยคงกะพัน พร้อมทั้งอัพเดทผลงานละคร เพลิงนาง ที่เจ้าตัวเผยว่าเล่นเรื่องนี้ปล่อยสุดพลังมากทำเอาความดันขึ้นสูงไม่รู้ตัว

ดูแลตัวเองทุกวินาทีแม้กระทั่งตอนอยู่บ้าน

ตั๊ก มยุรา : ดูจนสามีนึกว่าเราเป็นประสาทหรือเปล่า แต่เราก็ไม่ได้ดูอะไรขนาดนั้น เราก็แค่ดูว่าเสื้อตัวนี้มันมีกลิ่นหรือเปล่าอย่าใส่นะ กางเกงยวนยานไปหรือเปล่าอย่าใส่นะ หน้าดำไปหรือเปล่าเติมหน่อย แต่อยู่บ้านเราจะไม่แต่งนะ แต่ก็จะมีทากันแดด ทาลิปมันอะไรให้มันมีสีหน่อย

แต่ถึงหน้าจะไม่แต่งได้ แต่ผมคือต้องดูแลตลอดเวลา ??

ตั๊ก มยุรา : หัวห้ามเหม็น แล้วคือ คุณหนุ่ย สามีเราคือเขาเป็นคนเก็บรายละเอียดตลอดเวลา คือ อย่างล่าสุดเรานอนอ้าปาก คือเราเป็นคนที่นอนหงายแล้วเวลาเราเหนื่อยมากๆมันก็คงอ้าปากออกมาเอง แล้วทีนี้ พี่หนุ่ย เขาคงตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าเรานอนอ้าปาก แล้วเขาก็มาบอกเราว่า คุณสงสัยเมื่อคืนนอนหลับสนิทมากใช่ไหมช่วงนี้ ถึงนอนอ้าปาก (หัวเราะ) คือเราเลยต้องดูดีตลอดเวลา เพราะถ้าเราไม่ดูดีเขาก็มองคนอื่นด้วยไง มันก็เลยเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องดูแลตัวเองตลอดเวลา

ตั๊ก มยุรา :  แต่ไม่ใช่แค่เราเท่านั้นที่ดูแลตัวเองนะคะ สามีเราอยู่บ้านเขายังคาดเข็มขัดเลย เฉพาะเราก็ต้องดูแลตัวเองให้เหมือนกับที่เขาดูแล จะมานั่งปล่อยตัวเองไม่ได้

เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเลยนะที่ว่าเราเป็นผู้หญิงเราต้องดูแลตัวเอง แต่เห็นว่าถ้าอะไรที่เกี่ยวกับผมยิ่งโดยเฉพาะ อะไรที่เป็น สารเคมี คือจะไม่ให้ถูกเลย ???

ตั๊ก มยุรา : ไม่ใส่เลยค่ะ สเปรย์ ไม่ใส่แต่นิดหน่อย ใส่เพื่อแค่ให้จัดทรงได้แค่นั้น พอกลับบ้านเราไปเราก็ไปสระผมเลย แต่สมัยก่อนคือ ไม่ใส่เลย ผมดีกว่านี้มาก

ยังคงสภาพความสวยงามเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแบบนี้หลายคนอยากรู้ว่าตอนนี้ พี่ตั๊ก อายุเท่าไหร่ ??

ตั๊ก มยุรา : จำไม่ได้ (หัวเราะ) จริงๆนะ  เราจำได้แค่ตัวเลขข้างหน้านิดหน่อย ขนาดเวลาที่ คุณหนุ่ย เขาจะคุยอายุเรากับเพื่อนเรายังทำตาเขียวใส่เขาเลย แล้วบอกเขาว่า คุณหนุ่ย ไม่ได้นะผู้หญิงเขาไม่บอกอายุกัน เขาก็บอกเรากลับมาว่าไม่เห็นเป็นไรเลยคุณก็ยังสวยอยู่เลย เราก็บอกว่าไม่ได้ (พี่จำไม่ได้จริงๆ) เอาเป็นว่าพอสมควรแล้ว

คือ ที่ถามอายุไม่ใช่อะไร เพราะคือ ร่างกาย พี่ตั๊ก ดูไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ตั๊ก มยุรา : ถามว่าเราเหนื่อยไหม กับการที่เราต้องดูแลตัวเอง เราพูดกับสามีประจำเลยว่าถ้าชาติหน้ามีจริงเราอยากเกิดเป็นผู้ชาย เพราะผู้ชายมันง่ายไม่ต้องดูแลตัวเองอะไรมากมาย

ตั๊ก มยุรา : พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นดูแลตัวเองยังไงนะ แต่เราเป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ปาร์ตี้คืออะไรเราไม่รู้จัก ในรุ่นเราวัยเราคือการออกไปทานข้าวกับแบบครอบครัว คุยกันเรื่องงาน เรื่องทำบุญ คุยเรื่องครอบครัวเป็นยังไง แต่ปาร์ตี้เป็นยังไงเราจำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่ชอบ แต่เราไปเดินซื้อของบ้าง แต่เราก็ไม่ได้ไปเป็นกลุ่มใหญ่เพราะเวลาเราไปกันเยอะๆจะเสียเงินมาก เพราะจะชวนกันซื้อ เพราะฉะนั้นพี่ชอบอยู่คนเดียว เวลาว่างก็จะอยู่กับบ้านดูแลตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ก็จะทำอาหารทานเองเพราะคนเราจะดูดีได้ต้องมาจากภายในไปสู่ภายนอก แต่เราคือออกกำลังกายตั้งแต่อายุ  27 นะ เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ออกมาตลอดสม่ำเสมอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าออกกำลังกาย ดูแลผิว  กินอาหาร นอน ทำแบบนี้จริงๆคือ เบสิต คือ ทุกคนทำได้ แต่บางคนจะแบบวันนี้กินข้าวขาหมู แต่เราไม่เราจะบังคับตัวเองเราไม่มีวันซีทเดย์เลย เพราะเราจะทานพอดีไม่ทานเกินที่เราพอเราอิ่มเราทานได้ทุกอย่างนะ แต่ไม่ได้ตามใจมากคือ ทานมากเกินไป แต่การที่เรากินเต็มที่คือจะน้อยกว่าคนอื่น แต่พอเราทานแล้วเราจะออกกำลังกายตามอายุ ตามวัยเรา

ตั๊ก มยุรา : ส่วนการนอนคือ เราจะนอนตอนห้าทุ่มแล้วตื่นสัก 7 โมงครึ่ง นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง ทำให้หน้าเราฟูเด้งเลยนะ

ดูแลสุขภาพดีขนาดนี้เวลาอยู่หน้าจอในเรื่องละคร เพลิงนาง ถึงได้สวยทะลุจอ แถมบทที่ได้รับยังแสบถึงทรวงสมกับที่ทุกคนรอ ???

ตั๊ก มยุรา : คือ พี่ไม่ได้เป็นนางเอก นางฟ้า อะไรทั้งนั้น แต่เวลาเราเล่นละครแล้วด่าลูกขนาดนี้ชอบไหม พี่ไม่ชอบนะ เพราะยังถามผู้กำกับเลยว่าเราต้องด่าขนาดนี้ไหม ในเรื่องมันมีเหตุผลของมันว่าเลี้ยงลูกเมียน้อย เพราะ พลอย ลูกเราในเรื่องคือเขาไม่ใช่ลูกเราจริงๆ

คือ เพราะในเรื่องเราไม่ชอบตั้งแต่แม่

ตั๊ก มยุรา : โอ๊ย !!  ไม่มีใครชอบเมียน้อย เมียน้อยจะโกรธพี่ไม่ว่ากันนะ แต่คุณมีสิทธิ์เป็นเมียหลวงได้ เพราะในเรื่อง เมียน้อยก็อยู่ในบ้าน ลูกเมียหลวงก็อยู่ในบ้านเลี้ยงด้วยความแค้นเพราะฉะนั้นพอมีเรื่องอะไร คุณพรรณอร ก็จะปะทุออกมา ด่าน่ากลัวมาก คือแล้วถ่ายเขาไม่ได้ถ่ายฉากเดียวแล้วเดินพูดยิ้มไปมา แต่เขาถ่ายแบบด่า ด่า ด่า วันหนึ่งก็ 7 ถึง 10 ซีนความดันขึ้น มีอยู่วันถ่ายแล้ววันหนึ่งไปหาหมอ คุณหมอบอกเราว่าความดันเรา 170 แต่หมอบอกเราว่าไม่ต้องทานยา เดี๋ยวมันก็ลง คิดว่าเพราะเราเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว แบบเวลาเราด่าใครคนหนึ่ง ถ้าเราด่าแต่ปากไม่ได้ เวลาเราด่าใครสักคนให้สมจริงเราต้องด่ามาจากข้างใน เวลาเราด่าเราเลยต้องโกรธจริง หูเรานี่เสียงดังเปี้ยๆ มือเราก็ชาไปหมดเลย

ตั๊ก มยุรา : เราจำไว้เลยว่าเราโกรธใครมันไม่ดี แต่เวลาเรากลับบ้านไปเราจะไม่เอาความเครียดกลับด้วยนะ เวลาเรานั่งอยู่ในรถเราก็จะดีขึ้น แต่เราไม่รู้ว่าจะเก็บอยู่ข้างในหรือเปล่านะ

แต่หลังๆมาเราจะเห็นหน้า พี่ตั๊ก บนหน้าจอน้อยมาเพราะเลือกรับเล่นหรือเปล่า

ตั๊ก มยุรา : มีบทมาให้เราเลือกเยอะมากเลยนะแต่เราเลือกเยอะ จะรับแค่ปีละ 1 เรื่อง แต่ถ้ามีมากๆก็หัวปี 1 เรื่องท้ายปีอีก 1 เรื่อง มันจะจบแล้วมาเจออีกหนึ่งเรื่องพอดี แล้วมันจะได้คุณภาพ บทไม่ซ้ำ หน้าไม่ซ้ำ และเรามีงานมีธุรกิจที่ต้องทำ อีกอย่างที่สำคัญคือ เรามีครอบครัวที่ต้องดู ด้วยวัยของเราขนาดนี้ เราจะไปวิ่งไปมาไม่ได้แล้ว ก่อนที่เราจะรับดูทุกอย่างเลย บท ผู้กำกับ ทีมงาน ใครผลิต ดูแม้กระทั่งช่อง ถามว่ามีเหตุผลไหมที่ต้องดูเยอะขนาดนี้ มันก็มีเหตุผลนะ คือเล่นแล้วก็อยากออกมาให้คนดู ให้ดีทุกอย่างมีคุณภาพ 

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 14, 2020 at 09:00PM
https://ift.tt/35AzVAW

'ตั๊ก มยุรา' เจ้าของฉายาสาวสองพันปี เผยเคล็ดลับหน้าเด็ก ผมสวย กับวัยที่ยังดูสาวสะพรั่ง - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

"ปวิน"ไม่ถูกใจสิ่งนี้ ฉะพวกเดียวกันเองโลกสวย สงสารเห็นใจ "คชโยธี" - สยามรัฐ

karitosas.blogspot.com

นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ระบุว่า...xxพวกโลกสวยฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลาย ออกมาสงสารเห็นใจxxเด็กเวรคชโยธี พูดเป็นนางงามจักรวาลว่า เด็กหลงผิด เราต้องนำทางให้น้องเห็นแสงสว่าง เราต้องใช้วิธีอารยะกับน้องเค้า เพื่อจะได้กลับมาสู่โลกประชาธิปไตย เราต้องเป็นแม่แบบที่ดี เราต้องสร้างไดอาล็อกกับน้องเค้า เราต้องๆๆๆๆ โอ้ย xxห่า ตื่นค่ะ

....ถามเด็กมันหรือยังว่าต้องการให้นางงามอย่างมึงมาสอนมันหรือเปล่า ถามมันหรือเปล่าว่ามันอยากสร้างไดอาล็อกกับมึง ถามมันไหมว่ามันเห็นด้วยกับประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะเท่าที่ดิชั้นเห็น มันไม่ต้องการแบบนั้นเลย แล้วแถมมีผู้ใหญ่ในกลุ่มไทยภักดีหนุนหลังแบบนั้น นี่คือมันอยู่กันคนละโลก ไม่อยากพูดเลยไปว่ามันเป็นเด็กเลว เพราะฝรั่งมันก็มีความเชื่อเรื่องเด็ก born evil อีเด็กคชโยธีอาจจะไม่ได้ born evil แบบนั้น แต่มันไม่ใช่เด็กที่น่าจะถูกบ่มเพาะใหม่ได้ง่าย นี่ก็เห็นมันด่าคนไปทั่ว รวมถึงที่ด่าดิชั้นและพูดถึงการใช้ความรุนแรงทางเพศกับดิชั้นด้วย

...การประดิษฐ์คำสวยๆ มันฟังดูดีค่ะ มันมีแต่บวกกับบวก แต่ขณะเดียวกันมันก็ยูโทเปีย ที่บอกว่าเราต้องช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้เด็ก เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ให้เด็ก เพราะเด็กคือผ้าขาว โอ้ย xxดอก เชิญบ้าไปคนเดียวค่ะ ต้องยอมรับได้แล้วว่า เด็กบางคนแม่งก็คือผ้าขี้ริ้วเน่าๆ นั่นเอง

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 14, 2020 at 08:24PM
https://ift.tt/35DxFci

"ปวิน"ไม่ถูกใจสิ่งนี้ ฉะพวกเดียวกันเองโลกสวย สงสารเห็นใจ "คชโยธี" - สยามรัฐ
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

แวร์เนอร์มั่นใจฟิตทันฟัดหงส์แดง - เดลีนีวส์

karitosas.blogspot.com
ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมนีของ "สิงห์สำอาง" เชลซี ได้ประเดิมสนามนัดแรกกับต้นสังกัดใหม่ช่วยให้ทีมบุกชนะ "นกนางนวล" ไบรท์ตัน 3-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาจนต้องใช้น้ำแข็งประคบ อย่างไรก็ตามดาวเตะวัย 24 ปี มั่นใจว่าจะฟิตทันสำหรับนัดต่อไปที่จะเจอกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล วันที่ 20 ก.ย.

แวร์เนอร์ ที่ช่วยให้ทีมได้จุดโทษหลังปะทะกับ แมต ไรอัน นายทวารคู่แข่ง พร้อมรับว่ายังต้องปรับตัวให้เข้ากับลีกอังกฤษ เผยว่า "หัวเข่าของผู้รักษาประตูอัดเข้ากล้ามเนื้อผมอย่างจัง ช่วงเวลาที่เหลือมันปวดมาก ผมเคลื่อนที่ไม่ได้มากนัก แต่ผมดีใจที่เราชนะในที่สุด มันจะดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ เกมที่นี่มันแตกต่างสิ้นเชิง มีพื้นที่มากกว่า แต่พอลงมาครึ่งหลัง เกมเป็นอีกอย่าง ไบรท์ตัน สร้างปัญหาให้เราและ ผมยังต้องเจอ 3 กองหลังที่ตัวใหญ่มาก ซึ่งที่เยอรมนีไม่มีแบบนี้ เกมต่อไปจะยากกว่านี้ ผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อทีม และเราจะดีมากกว่านี้เมื่อได้เล่นด้วยกันมากขึ้น"

ขณะที่ แฟรงค์ แลมพาร์ด กุนซือหนุ่มของเชลซี ที่เกมนี้ยังไม่มีทั้ง เบน ชิลเวลล์, ธิอาโก ซิลวา และ ฮาคิม ซีเยค พอใจกับชัยชนะ หลังจากที่มีเวลาเตรียมทีมแค่ไม่กี่วันว่า "การมาชนะที่ไบรท์ตันมันไม่ง่าย เรามีเวลาแค่ไม่กี่วัน ผมจึงไม่ได้คาดว่าเราต้องเล่นดีขนาดไหน มีหลายคนที่โดนกักตัว หลายคนที่ยังไม่ฟิต แต่เราจะดีขึ้น"

นอกจากนี้ แลมพาร์ด ยืนยันว่าพอใจแกับฟอร์มของ เกปา อาร์ริซาบาลากา แม้โดนวิจารณ์ว่าน่าจะป้องกันลูกยิงตีไข่แตกของไบรท์ตัน แต่ด้าน แกรี เนวิลล์ ที่เป็นนักวิจารณ์ของสกาย สปอร์ตส เชื่อว่าแท้ที่จริงแล้ว แลมพาร์ด ไม่น่าโอเคกับฟอร์มเกปา แต่ต้องปกป้องออกสื่อ เชื่อว่าถ้าไม่เปลี่ยนผู้รักษาประตู เชลซี จะไม่ได้แชมป์ลีก

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 14, 2020 at 08:09PM
https://ift.tt/35HP57P

แวร์เนอร์มั่นใจฟิตทันฟัดหงส์แดง - เดลีนีวส์
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

กัดกันเอง!'ปวิน'ด่าอีพวกโลกสวยฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลาย ออกมาสงสารเห็นใจอีเด็กเวร'คชโยธี' - ไทยโพสต์

karitosas.blogspot.com

15 ก.ย.63-นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun ว่าอีพวกโลกสวยฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลาย ออกมาสงสารเห็นใจอีเด็กเวรคชโยธี พูดเป็นนางงามจักรวาลว่า เด็กหลงผิด เราต้องนำทางให้น้องเห็นแสงสว่าง เราต้องใช้วิธีอารยะกับน้องเค้า เพื่อจะได้กลับมาสู่โลกประชาธิปไตย เราต้องเป็นแม่แบบที่ดี เราต้องสร้างไดอาล็อกกับน้องเค้า เราต้องๆๆๆๆ โอ้ย อีห่า ตื่นค่ะ

....ถามเด็กมันหรือยังว่าต้องการให้นางงามอย่างมึงมาสอนมันหรือเปล่า ถามมันหรือเปล่าว่ามันอยากสร้างไดอาล็อกกับมึง ถามมันไหมว่ามันเห็นด้วยกับประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะเท่าที่ดิชั้นเห็น มันไม่ต้องการแบบนั้นเลย แล้วแถมมีผู้ใหญ่ในกลุ่มไทยภักดีหนุนหลังแบบนั้น นี่คือมันอยู่กันคนละโลก ไม่อยากพูดเลยไปว่ามันเป็นเด็กเลว เพราะฝรั่งมันก็มีความเชื่อเรื่องเด็ก born evil อีเด็กคชโยธีอาจจะไม่ได้ born evil แบบนั้น แต่มันไม่ใช่เด็กที่น่าจะถูกบ่มเพาะใหม่ได้ง่าย นี่ก็เห็นมันด่าคนไปทั่ว รวมถึงที่ด่าดิชั้นและพูดถึงการใช้ความรุนแรงทางเพศกับดิชั้นด้วย

...การประดิษฐ์คำสวยๆ มันฟังดูดีค่ะ มันมีแต่บวกกับบวก แต่ขณะเดียวกันมันก็ยูโทเปีย ที่บอกว่าเราต้องช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้เด็ก เราต้องสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ให้เด็ก เพราะเด็กคือผ้าขาว โอ้ย อีดอก เชิญบ้าไปคนเดียวค่ะ ต้องยอมรับได้แล้วว่า เด็กบางคนแม่งก็คือผ้าขี้ริ้วเน่าๆ นั่นเอง.

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 14, 2020 at 06:45PM
https://ift.tt/2Rou2yA

กัดกันเอง!'ปวิน'ด่าอีพวกโลกสวยฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหลาย ออกมาสงสารเห็นใจอีเด็กเวร'คชโยธี' - ไทยโพสต์
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog

Sunday, September 13, 2020

จอห์นนี่ กรีฟส์ : นักมวยพันธุ์ประหลาดที่ขึ้นชกเพื่อเป็นผู้แพ้...อย่างมีความสุข - Sanook

karitosas.blogspot.com

"สวัสดีครับ ผม จอห์นนี่ กรีฟส์ นักมวยรุ่นเวลเตอร์เวต ผมต่อย 100 ครั้ง ชนะ 4 และแพ้ 96" นี่คือสิ่งที่เขาแนะนำตัว และจากนั้นทีมงานทุกคนที่กำลังจะทำสารคดีเกี่ยวกับนักมวยในอังกฤษ ถึงกับหยุดค้างและมองหน้าเขาเพื่อทวนประโยคดังกล่าวอีกสักครั้งว่ามันไม่ได้เป็นการล้อเล่น

เขายิ้มแล้วบอกว่า "ใช่ ผมแพ้ 96 ครั้ง แล้วก็ไม่เคยคาดหวังว่าจะเป็นผู้ชนะด้วย" ... ประโยคสุดอิมแพ็คต์หลุดออกมา จากนั้นซีรี่ส์ติดตามชีวิตของเขาในชื่อ Cornered ก็เริ่มขึ้นด้วยการพยายามไขคำตอบว่า นักมวยคนหนึ่งที่แพ้เกือบ 100 ไฟต์ และยังมีความสุขดีที่เป็นเช่นนั้น คิดอะไรอยู่กันแน่ และมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำเช่นนั้น? 

เชิญพบกับ "แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า" แห่งแดนผู้ดี นักชกยอดแย่แห่งเกาะอังกฤษที่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำได้ที่นี่

เบื่อจังเว้ย! 

ย้อนกลับไปนานพอสมควร ก่อนที่ จอห์นนี่ กรีฟส์ จะกลายเป็นกระสอบทรายเคลื่อนที่เช่นนี้ เขาเองก็เคยเป็นเด็กหนุ่มที่มีฝัน เป็นคนรักงานศิลปะ และยังถือได้ว่าเป็นลูกผู้ชายพันธุ์ติสท์คนหนึ่งเลยทีเดียว


Photo : www.thesun.co.uk

เขาโตมากับครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวในย่านลอนดอนตะวันออก ซึ่งไม่ได้มีข้อมูลว่าทางบ้านของเขามีสถานะอย่างไร แต่ที่แน่ๆ จอห์นนี่ โตมาพร้อมกับการศึกษาตามแบบฉบับเด็กอังกฤษทั่วไป ได้เรียนในมหาวิทยาลัย และจบออกมีงานทำพอเลี้ยงตัวเองได้อยู่หลายปีด้วยการเป็นจิตรกรและนักออกแบบ   

เส้นทางชีวิตการทำงานของเขาก็เหมือนกับคนวัย 20 ปลายๆ ที่ไม่มีภาระติดตัวทั่วไป จอห์นนี่ จึงออกแนวใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงาน เลิกงาน ปาร์ตี้ เข้านอน แล้วก็ตื่นเช้ามาทำงานใหม่วนเวียนไปแบบนี้ 

ชีวิตของเขาในเวลานั้นไม่เข้าใกล้กับคำว่าเป็นนักมวยเลยแม้แต่น้อย เขาให้สัมภาษณ์กับ เดลี่ เทเลกราฟ ว่า ณ ช่วงวัยรุ่นเขาจัดว่าเป็นคนติดปาร์ตี้ขนาดหนัก ดื่มเหล้าทุกวัน สูบบุหรี่วันละอย่างน้อย 20 มวน เขาทำแบบนั้นซ้ำๆ มาเป็นเวลาถึง 6 ปี จนวันหนึ่งเกิดมีภรรยาและลูกขึ้นมา ภาระตรงนั้นเป็นหลุมพรางขนาดใหญ่ที่เขาไม่เคยรู้สึกว่าจะส่งผลอย่างมากกับชีวิตของเขา สิ่งที่เขาเคยทำและเพียงพอกับการเลี้ยงดูตัวเอง กลับกลายเป็นความขาดแคลนในวันที่มีครอบครัว เขาสู้กับการทำงานแบบชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่พักใหญ่ และสุดท้ายการไปจนสุดทางก็ทำให้เขาเกิดเบื่อขึ้นมา  

วันหนึ่ง ระหว่างที่เขาขับรถยนต์กลับบ้าน เขามองไปที่โรงยิมฝึกชกมวยซึ่งอยู่หัวมุมถนน แล้วเขาคิดขึ้นมาว่าคนพวกนี้ทำไมถึงชอบเอาตัวเองมาทำอะไรให้เหนื่อยเปล่าๆ เพราะยิมนี้ก็เป็นยิมที่ไม่ได้โด่งดังอะไร ไม่มีนักมวยระดับแชมป์โลกหรือแชมป์ประเทศเลยสักคน ดังนั้นเขาจะเปิดโรงยิมไปเพื่ออะไร และเอาเงินจากไหนมาบริหารธุรกิจ ... จอห์นนี่ คิดแล้วก็สงสัยแต่หาคำตอบไม่ได้ สุดท้ายด้วยความเบื่อและเหนื่อยหน่ายกับชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ ก็ทำให้เขาได้เดินเข้าไปพิสูจน์โลกของมวยด้วยตนเอง ... 

แบบนี้ก็มีด้วย

"มวยคือธุรกิจที่ใช้เลือดเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง" ประโยคนี้กล่าวโดย แฟรงค์ บรูโน่ นักชกแชมป์โลกชาวอังกฤษ และมันถูกเขียนไว้บนป้ายของโรงยิม บอกเล่าถึงความจริงที่โหดร้ายของโลกมวยอาชีพ ไม่มีคนเจ็บตัวก็ย่อมไม่มีคนดู และในทางกลับกันยิ่งรุนแรงและเลือดสาดเท่าไหร่ความสนใจก็จะยิ่งทวีคูณ 


Photo : BT Sport | @johnnygreaves

จอห์นนี่ กรีฟส์ มองและอ่านป้ายข้อความนั้น ก่อนเริ่มตีความในแบบของเขา และเขามองมันในแบบคนติสท์ ที่ยากเกินกว่าที่ใครจะตีความออกมาได้เหมือนเขา มันดูจะเป็นการตีความที่แปลก แหวกแนว เป็นอย่างมาก แต่ จอห์นนี่ คิดว่า "นักมวยมีแต่คนอยากชนะ แต่ไม่มีคนอยากแพ้เลย" ... ดังนั้นมันจึงหมายความว่าโลกใบนี้จะไม่มีผู้ชนะ หากไม่มีผู้แพ้เกิดขึ้นมา ... ถ้าไม่มีใครอยากจะเป็นผู้แพ้ เขาจะเป็นให้เอง 

มันไม่ใช่เรื่องของการล้มมวยหรือพร้อมจะแพ้ 100% อะไรแบบนั้น การตีความครั้งนี้ของ จอห์นนี่ หมายถึงว่าเขาอยากจะลองเป็นนักมวยดูเหมือนกัน แต่สิ่งต่างๆ ที่เคยทำมาตั้งแต่วัยรุ่น รวมถึงการไม่เคยซ้อมมวยจริงๆ จังๆ เลยจนอายุ 27 ปี ล้วนไม่ใช่คุณสมบัติของนักมวยระดับแชมป์แน่นอน ดังนั้นเมื่อความสำเร็จในแบบของแชมเปี้ยนส์ไม่มีทางลัด เขาก็เลือกไปในทางลุยเละซะเลย ขึ้นเวทีไว้ก่อน จะแพ้หรือชนะก็ได้เงินเหมือนกัน 

เมื่อความเบื่อบวกกับแนวคิดในการทำเงินจากวงการมวย ทำให้เขาเริ่มฝึกฝนจากโรงยิมใกล้บ้าน ก่อนจะได้ชกในระดับสมัครเล่น เพื่อขอใบอนุญาตชกมวยแบบถูกกฎหมายอยู่ปีสองปี สุดท้ายในปี 2007 จอห์นนี่ กรีฟส์ ก็เทิร์นโปรได้สำเร็จ และจากนั้นแนวคิดสุดประหลาดของเขาก็ถูกทดลองใช้ด้วยตัวเองว่ามันเวิร์กหรือไม่?


Photo : messageheard.com

"คือตอนแรกเนี่ย ผมก็เคยมีแนวคิดนะว่าจะชกให้มันสะเด็ดยาดจนกลายเป็นมวยเงินแสนคนดูซื้อตั๋วเต็มสังเวียนเพื่อรอชม แต่ความจริงก็คือ ผมรู้ดีว่ามันยากเกินไป ผมทำไม่ได้หรอก" สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นคำพูดของคนถอดใจ แต่สำหรับ จอห์นนี่ เขาก็แค่เลือกในสิ่งที่เป็นไปได้ที่สุดโดยไม่กดดันตัวเองเท่านั้น" 

"ผู้ชนะทุกคนล้วนต้องมีผู้แพ้ ถ้าไม่มีใครอยากเป็นผู้แพ้ ผมจะเป็นให้เอง ผมรับได้อยู่แล้ว แต่ขออย่างหนึ่งแล้วกัน ค่าตอบแทนมันก็ต้องสมน้ำสมเนื้อหน่อย" จอห์นนี่ กล่าวยืนยันแนวทางของตัวเองอย่างชัดเจน 

มิสเตอร์ การันตี

หลังจากได้ใบอนุญาตชกในปี 2007 เขาขึ้นชกในเวทีศูนย์กีฬา ยอร์ค ฮอลล์ ที่นี่เคยเป็นเวทีของแชมป์โลกอย่างอังกฤษอย่าง แอนโธนี่ โจชัว, อาเมียร์ ข่าน หรือ ไทสัน ฟิวรี่ มาแล้วเมื่อครั้งที่พวกเขายังไม่ดัง มันคือสังเวียนแห่งความหวังที่ทุกคนหวังจะทะยานไปข้างหน้า ผ่านจุดนี้ได้ก็ไปสู่ระดับโลกต่อยกับนักมวยจากทั่วทุกสารทิศ ... แต่คงต้องยกเว้น จอห์นนี่ กรีฟส์ ไว้สักคน 


Photo : www.zimbio.com

จอห์นนี่ เปิดตัว 10 ไฟต์แรกของตัวเองด้วยการแพ้รวด ซึ่งนั่นไม่ใช่อะไรที่ผิดคาด เพราะเขาพร้อมรับทุกผลการแข่งขันอยู่แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าเขามาเพื่อแพ้โดยไม่หวังผลการแข่งขันอื่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น ... นีล โบเวอร์ส คนประกบคู่มวยในสังกัด Matchroom ของ เอ็ดดี้ เฮิร์น โปรโมเตอร์คนดังของอังกฤษ มักจะบอกเสมอว่า จอห์นนี่ กรีฟส์ คือคนที่มีความใจสู้มากที่สุดคนหนึ่ง เพียงแต่เหตุผลที่เขาแพ้ก็ง่ายนิดเดียว เพราะเขาไม่ใช่นักมวยที่เก่ง เริ่มต้นช้ากว่าใคร ทำให้เรื่องของทักษะพื้นฐานสู้ใครไม่ได้เท่านั้นเอง

แต่ โบเวอร์ส ยังปิดท้ายได้อย่างน่าสนใจว่า เขาไม่เคยเจอนักมวยคนไหนที่มีความเป็น "คนจริง" เหมือนกับ จอห์นนี่ สักที เหตุผลก็เพราะไม่ว่ากี่ครั้งที่เขาแพ้ และโดนกระทุ้งด้วยหมัดของคู่ชกที่เขาตามไม่ทัน เขาจะพยายามลุกขึ้นมาตลอด แต่ไหวหรือไม่ไหวค่อยว่ากันอีกที และสุดท้ายถึงแม้จะแพ้แบบสู้ไม่ได้ แต่สัปดาห์ต่อมาหากทีมงานต่อสายไปหา จอห์นนี่ ว่า "สัปดาห์นี้จะขึ้นชกไหม" เขาจะตอบกลับแบบไม่ต้องคิดว่า "จัดมาสิ รออะไรอยู่ล่ะ" 


Photo : www.worldboxingnews.net

"จอห์นนี่ กรีฟส์ เป็นคนซื่อสัตย์กับตัวเองสุดๆ ผมโทรหาเขาบ่อยเกี่ยวกับเรื่องการจัดมวยและประกบคู่ ผมถามเขาเสมอว่าที่ผ่านๆ มาเป็นไงบ้าง เขาก็เล่าให้ผมฟังหมดเลย 'โอ้โห นีล เอ๊ย ไอ้เด็กนั่นอย่างโหด สู้ไม่ได้เลย มันเล่นฉันซะยับ นายประกบคู่ภาษาอะไรวะ' ... แต่วันไหนที่เขาต่อยได้ดี เขาก็มักจะโมโหที่ตัวเองเป็นฝ่ายแพ้ เขาจะบอกว่า 'ไอ้บ้าเอ๊ย ฉันแพ้เพราะโดนโกงว่ะ'" นี่คือสิ่งที่ มือประกบคู่มวยคนสนิทว่าถึง จอห์นนี่ 

การต่อยแล้วแพ้ ต่อยแล้วโดนน็อคของ จอห์นนี่ กรีฟส์ กลายเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ... มันจะมีจริงเหรอ นักมวยที่แสดงความพยายามสุดชีวิต แต่สุดท้ายต้องเป็นฝ่ายแพ้เกิน 90% เพราะคนดูมวยแบบตัวจริงนั้นย่อมรู้ดี ใครล้มใครไม่ล้มมันดูออกง่ายนิดเดียว แต่สำหรับ จอห์นนี่ กรีฟส์ เขาเป็นเหมือนหมาบ้า แต่เป็นหมาบ้าขี้แพ้ ที่ภูมิใจเสมอแค่ขอให้ได้แค่ขึ้นชกก็พอ นั่นคือที่มาของฉายาซึ่งเขาถูกเรียกว่า "มิสเตอร์ การันตี" ชกเมื่อไหร่ แพ้เมื่อนั้น 


Photo : www.theguardian.com

ไม่ใช่แค่คนดูเท่านั้น จอห์นนี่ กรีฟส์ ยังเป็นมวยบันไดขวัญใจนักชกรุ่นน้องอีกด้วย เพราะทุกคนรู้ว่าหากได้ชกกับ จอห์นนี่ โอกาสชนะจะสูงลิบ ดังนั้นชื่อของ จอห์นนี่ กรีฟส์ จึงถูกเรียกชื่อมาขึ้นเวทีในทุกสัปดาห์ บางครั้งก็หนักถึงขั้นมีการแย่งคิวชกของเขากันเลยทีเดียว จอห์นนี่ กลายเป็นนักชกคิวทองแบบไม่รู้ตัว

"มวยเป็นกีฬาก็จริง แต่สุดท้ายมันคือความบันเทิงและธุรกิจ ดังนั้นนักมวยแต่ละคนที่จะได้ขึ้นเวทีนั้นต้องการันตีว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาจะเรียกแฟนๆ มาซื้อตั๋วได้สัก 100 ใบ ดังนั้นเมื่อเวลามีนักมวยวัยรุ่นฟอร์มแรง อนาคตไกล แต่ยังไม่มีใครรู้จัก มันจำเป็นอย่างมากที่จะให้เด็กเหล่านี้ได้ใช้พรสวรรค์บนเวทีจริงๆ กับนักมวยที่ไม่ได้เก่งอะไรมากมาย การได้ลองกับมวยบันได (จอห์นนี่) ก็เหมือนเป็นการกรองดาวรุ่งในวงการไปในตัว ถ้าเด็กเป็นฝ่ายชนะก็จะได้ความมั่นใจ แต่ถ้าเด็กนั่นเป็นฝ่ายแพ้ขึ้นมาอีกล่ะก็ คงไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันแล้ว" เกร็ก สตีน ผู้ช่วยโปรโมเตอร์และมือประกบคู่มวย กล่าวถึงเหตุผลที่ว่าทำไม จอห์นนี่ กรีฟส์ จึงคิวทอง 

เก่งนักก็จัดมาดิ๊ 

มวยบันไดคิวทองอย่าง จอห์นนี่ กรีฟส์ มีโปรแกรมชกถี่ยิบ ใครๆ ก็อยากได้แชร์เวทีกับเขา ซึ่งตัวของ จอห์นนี่ เองก็บอกได้คำเดียวว่า "ยินดีเป็นอย่างมาก" เพราะยิ่งเขาได้ชกมากเท่าไหร่เขาก็จะได้ค่าตัวมากเท่านั้น ผู้คนอยากเห็นเขาแพ้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี มันยิ่งง่ายกับเขาเลย เมื่อทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นดาวรุ่งไล่ถลุงมวยบันไดอย่างเขา เขาไม่มีปัญหา ตราบใดที่เงินยังไหลเข้ากระเป๋าเขาอยู่


Photo : www.pressreader.com

"อยากชนะไหมน่ะเหรอ? เอาจริงผมว่าผมก็อยากจะชนะ แต่บางครั้งการเป็นผู้ชนะมันไม่ตอบโจทย์ไง มันได้เงินไม่พอไปจ่ายบิลค่าต่างๆ ในครอบครัวของผม ภาพลักษณ์ของผมมันเหมาะกับการแพ้มากกว่า มันจะดีกว่าถ้าผมโดนชกและแพ้ไป เพราะเมื่อผมแพ้ ผมจะได้เงินมากกว่า เอามาจ่ายค่าไฟฟ้า และค่าแก๊สที่มาเคาะประตูบ้านผมทุกวัน" จอห์นนี่ กรีฟส์ กล่าว 

สถิติการแพ้กระจายบวกกับสิ่งที่เขาพูด ดูจะเป็นสิ่งที่เขาพึงพอใจ แต่ความจริงแล้ว จอห์นนี่ กรีฟส์ ทำอย่างนั้นด้วยความไร้ทางเลือก ด้วยทักษะที่เขามี ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว เบื้องหลังของความพ่ายแพ้บ่อยๆ คือเขาต้องไปที่โรงพยาบาลและสแกนสมองตัวเองดูอยู่ตลอด ว่าร่างกายของเขาจะทนหมัดได้นานเท่าไหร่ ซึ่งตลอดเวลา 7 ปีในฐานะนักชกอาชีพ 100 ไฟต์ ชนะ 4 แพ้ 96 ก็มีความเป็นห่วงจากครอบครัวของเขามาโดยตลอด แต่เขาก็ยังจำเป็นต้องทำ เพราะสุดท้ายแล้ว "เงินคำเดียว" จบข้อสงสัยทุกอย่างในใจเขาได้อย่างง่ายดาย 

"ผมไม่ได้หวังที่จะชนะใครแล้วล่ะนะ ไม่เลยสักนิดเดียว ผมค้นพบว่าตัวเองเหมือนผู้รักษาประตูที่มีหน้าที่ทำให้กองหน้ายิงประตูเข้าและมีความมั่นใจขึ้นกลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้น แม้มันจะดูโง่เง่า แต่สิ่งที่ผมทำอยู่มันทำให้ผมหาเงินได้ภายใน 12 นาที (ปกติแล้วไฟต์ที่ จอห์นนี่ ชกจะมีกำหนดราว 4-6 ยก) มากกว่าที่ผมทำงานตลอดสัปดาห์อีก ... ทีนี้มันยังไร้สมองอยู่อีกไหมล่ะคุณว่า" 

"ผมจะชกต่อไปแบบนี้ เพื่ออาหารบนโต๊ะให้ครอบครัวของผม" จิมมี กรีฟส์ ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian เป็นอันจบข้อสงสัยของทุกคนและตัวของ จอห์นนี่ เอง หลังจากที่หลายปีก่อนเขามองเข้ามาในโรงยิมและคิดว่า "คนพวกนี้มาชกมวยให้ทรมานตัวเองเพื่ออะไร?" 


Photo : www.theguardian.com

หากจะถามหาช่วงเวลาที่น่าจดจำในสายตาคนอื่นที่มองมายัง จอห์นนี่ กรีฟส์ ในฐานะนักมวย แน่นอนว่าด้วยสถิติทั้งหมดและการยอมรับความเป็นจริง ก็คงไม่มีความประทับใจอะไรเป็นพิเศษ หากเทียบกับนักชกแชมป์โลกคนอื่นๆ แต่ที่แน่ๆ หากมองในฐานะหัวหน้าครอบครัวแล้ว นี่คือยอดชายผู้ใช้ร่างกายแลกกับเงิน และที่สำคัญคือการใช้สมองหาสิ่งที่ตัวเองมีให้เป็นจุดขาย จนกลายเป็นคนที่มีรายได้มากขึ้นตลอดช่วงเวลาการเป็นนักชกแนวหลับสนิท ศิษย์หามลงเช่นนี้ 

ไฟต์สุดท้ายในชีวิตของเขาเกิดขึ้นในปี 2013 ที่เวทีเดิมอย่าง ยอร์ค ฮอลล์ ไฟต์นั้นเป็นไฟต์อาชีพครั้งที่ 100 ทุกคนหวังจะเห็นเขาแพ้เหมือนเช่นเคย แต่ในวันนั้น จอห์นนี่ เอาชนะ แดน คาร์ ไปได้สำเร็จแบบหักปากกาเซียน ไม่มีใครคาดคิดแม้แต่ตัวของเขาเอง จอห์นนี่ ร้องไห้ให้กับชัยชนะไฟต์นั้นอย่างไม่อายใคร 

ทุกคนต่างคิดว่ามันคือไฟต์ที่เขาภูมิใจที่สุดที่ได้ปิดฉากอาชีพนักชกอย่างยิ่งใหญ่ในวัย 34 ปี แต่คุณอย่าได้ดูถูก จอห์นนี่ กรีฟส์ เชียว แนวคิดเขาแหวกตั้งแต่ไฟต์แรกที่ขึ้นชก จนถึงไฟต์สุดท้ายแห่งชัยชนะเลยทีเดียว ... เพราะเขาบอกว่า ที่ร้องไห้เนี่ยไม่ใช่เพราะดีใจ แต่มันเป็นเพราะหลังจากจบไฟต์นี้แล้วเขาจะไม่มีโอกาสได้หาเงินจากการเป็นผู้แพ้อีกแล้วต่างหาก 


Photo : www.worldboxingnews.net

"ย้ำอีกครั้ง ผมไม่เคยบอกว่าผมไม่อยากชนะ แต่มันจะดีและง่ายกว่ามากถ้าผมเป็นผู้แพ้ ... เส้นทางธุรกิจของผมง่ายนิดเดียว ขึ้นเวที โดนชก แพ้ แล้วก็หอบเงินกลับบ้าน" จอห์นนี่ กรีฟส์ กล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่เงินรางวัลในวันนั้นจะทำให้เขามีเงินเปิดโรงยิมชื่อ Greaves Gym ร่วมกับ แฟรงค์ พี่ชายและเทรนเนอร์ของตัวเอง มาจนถึงทุกวันนี้

อ้อ! แต่อย่าห่วงเลย จอห์นนี่ ยืนยันว่ายิมแห่งนี้เขาตั้งใจจะสร้างนักมวยแชมป์โลก และจะไม่มีนักมวยอย่างตัวเขาเมื่อครั้งอดีตอีกเด็กขาด หลับสนิท ศิษย์หามลงอย่างเขา ปล่อยให้เป็นแค่ตำนานก็พอแล้ว

Let's block ads! (Why?)



"มันง่าย" - Google News
September 12, 2020 at 10:52PM
https://ift.tt/2GZGQK1

จอห์นนี่ กรีฟส์ : นักมวยพันธุ์ประหลาดที่ขึ้นชกเพื่อเป็นผู้แพ้...อย่างมีความสุข - Sanook
"มันง่าย" - Google News
https://ift.tt/36QbjCT
Home To Blog